<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SEO &#8211; Insawasd</title>
	<atom:link href="https://insawasd.com/tag/seo/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://insawasd.com</link>
	<description>Wongsathorn Insawasd</description>
	<lastBuildDate>Wed, 14 Aug 2024 07:58:52 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.10</generator>

<image>
	<url>https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/04/fav-icon-150x150.png</url>
	<title>SEO &#8211; Insawasd</title>
	<link>https://insawasd.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ราคาและรีวิวบน Schema ในหน้าสินค้า ส่งผลต่อ SEO อย่างไร?</title>
		<link>https://insawasd.com/impact-on-seo-performance-of-price-and-review-schema/</link>
					<comments>https://insawasd.com/impact-on-seo-performance-of-price-and-review-schema/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 May 2022 18:13:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[E-Commerce]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[Schema]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=3116</guid>

					<description><![CDATA[รู้หรือไม่ครับ ว่าการทำอะไรสักอย่างบนหน้าเว็บไซต์หรือบน Schema นั้นส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ SEO ทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้ผมได้ไปอ่านบทความหนึ่ง ที่พูดถึงการใส่รีวิวและราคาบน Schema ในหน้าสินค้า ที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ SEO เช่นกัน ซึ่งการทดสอบนั้นเป็นอย่างไร ผมจะมาสรุปในบทความนี้ครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>รู้หรือไม่ครับ ว่าการทำอะไรสักอย่างบนหน้าเว็บไซต์หรือบน Schema นั้นส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ SEO ทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้ผมได้ไปอ่านบทความหนึ่ง ที่พูดถึงการใส่ราคาและรีวิวบน Schema ในหน้าสินค้า ที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ SEO เช่นกัน ซึ่งการทดสอบนั้นเป็นอย่างไร ผมจะมาสรุปในบทความนี้ครับ</p>
<p>ก่อนหน้านี้ Google ได้จำกัดประเภทของ Rich Snippet หรือรายละเอียดบนหน้าเว็บไซต์ที่จะแสดงบนหน้า Google ออกไป เพื่อให้สามารถแสดงผลลัพธ์ในแบบที่ต้องการได้เพียงครั้งเดียว ทำให้ต้องมีการตัดสินใจและวางโครงสร้างใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น แม้ความนิยมในการแสดง Rich Snippet บนหน้าผลการค้นหา ในรูปแบบของ FAQ จะมีมาก แต่ก็ส่งผลเสียมากเช่นกัน จะดีกว่าไหม หากเปลี่ยนการแสดงผลมาเป็นรีวิวหรือราคาของสินค้าแทน</p>
<p>เว็บไซต์ E-commerce เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดี เนื่องจากผู้ใช้ต้องการเปรียบเทียบผลลัพธ์หนึ่งกับอีกผลลัพธ์หนึ่ง ก่อนตัดสินใจคลิกเข้าไป ดังนั้นรีวิวและราคา เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สินค้าของคุณน่าสนใจและปรับปรุงอัตราการคลิกได้เป็นอย่างดี ลูกค้า E-commerce รายหนึ่งมีหน้าสินค้าที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าหน้าอื่น ๆ ที่มีการสร้างเทมเพลตไว้ ซึ่งจากที่ได้สังเกต ในหน้าสินค้าที่มีประสิทธิภาพต่ำหน้านั้น ไม่ได้มีการทำข้อมูลโครสร้างเว็บไซต์ไว้ การเพิ่มรีวิวที่ดีและข้อมูลราคา จะเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO ให้กับหน้าสินค้าชิ้นนั้น</p>
<p>การทดสอบที่ได้ลองทำคือการเพิ่มข้อมูลรีวิวลงในหน้าสินค้า และเพิ่มข้อมูลที่มีโครงสร้างด้วย JSON-LD เพื่อให้รีวิวและราคาแสดงบนหน้าการค้นหา</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3119" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema.webp" alt="wireframe for product schema" width="960" height="540" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema.webp 960w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-300x169.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3120" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-2-.webp" alt="wireframe for product schema" width="960" height="540" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-2-.webp 960w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-2--300x169.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-2--768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เพิ่มรีวิวและราคาเข้าไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3121" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-1-.webp" alt="wireframe for product schema" width="510" height="519" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-1-.webp 510w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-1--295x300.webp 295w" sizes="(max-width: 510px) 100vw, 510px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผลที่ได้คือ <strong>ไม่สามารถสรุปได้ หรือหมายความว่า ไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ ต่อ Organic Traffic</strong> จึงเกิดเป็นข้อสงสัยเพิ่มเติมว่า ทำไมไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดไว้ หรือจริง ๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องแสดงราคาบนหน้าการค้นหา เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว กลุ่มของผู้ซื้ออาจจะมีกำลังการซื้อแตกต่างกัน</p>
<p>จึงได้มีการทำการทดสอบครั้งที่ 2 โดยมีการเพิ่มข้อมูลเข้าไปเพียงแค่รีวิว และตั้งสมมติฐานว่าการที่ไม่มีราคาบนหน้าการค้นหา ทำให้ผู้ค้นหามีโอกาสน้อยที่จะคลิกเข้ามาจากหน้าการค้นหา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3122" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-3-.webp" alt="wireframe for product schema" width="960" height="540" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-3-.webp 960w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-3--300x169.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-3--768x432.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3123" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-4-.webp" alt="wireframe for product schema" width="807" height="534" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-4-.webp 807w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-4--300x199.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-4--768x508.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 807px) 100vw, 807px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากทำ<strong>การทดสอบครั้งที่ 2 ก็คือ ผลลัพธ์ของ Organic Traffic ในหน้าที่ทำการทดสอบ เพิ่มขึ้นประมาณ 20%</strong> ทำให้ทราบว่า <strong>ราคาไม่ได้ทำให้อัตราการคลิกเพิ่มขึ้น</strong> เพราะผู้ซื้อ อาจเห็นราคาแล้ว ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หากเขาไม่มีกำลังซื้อ ก็จะไม่คลิกเข้ามาเพื่อดูสินค้าต่อไป</p>
<p>ผลสรุปจากการทดสอบครั้งนี้ ทำให้ได้บทเรียนสำคัญ 2 บทเรียนนั่นก็คือ</p>
<ol>
<li>ไม่มีแนวทางปฏิบัติไหนดีที่สุด เพราะบริบทก็มีความสำคัญเช่นกัน</li>
<li>แม้กระทั่งการทดสอบแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทำ SEO แต่ก็ไม่สามารถประเมินค่าได้ ถ้าเราไม่ได้ทำการทดสอบกับเว็บไซต์ของตัวเอง หากไม่ได้มีการทดสอบด้วยตัวเอง ก็ไม่รู้ได้เลยว่าแนวทางไหนคือแนวทางที่ดีที่สุด</li>
</ol>
<p>จากบทความที่ผมสรุปมาข้างต้น ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยมุมมองของผมเอง ถ้าเกิดผมเป็นลูกค้าที่ต้องการจะซื้อสินค้าสักหนึ่งชิ้น แต่งบผมมีจำกัด เกิดค้นหาสินค้านั้น แล้วผลการค้นหาที่แสดงขึ้นมา เจอสินค้าที่มีราคาแปะไว้อยู่แล้ว แต่ผมงบผมไม่ถึง กับถ้าผมเลื่อนไปเจอสินค้าที่มีรีวิวดี ๆ แต่ไม่รู้ราคา ผมก็อยากที่จะกดเข้าไปในสินค้าที่มีรีวิวดี เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดและราคาของสินค้านั้นมากกว่าแน่นอน</p>
<p>แต่ก็อย่างที่บอกตอนท้ายไว้ครับ ว่าไม่มีแนวทางปฏิบัติไหนดีที่สุด ถ้ายังไม่ได้ทำการทดสอบ ดังนั้น ลองนำวิธีนี้ไปปรับใช้กับหน้าสินค้าของคุณเพื่อดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นและหาวิธีที่ดีที่สุด เพื่อให้ประสิทธิภาพของ SEO บนเว็บไซต์คุณดีขึ้นนั่นเองครับ</p>
<p><a title="Impact on SEO performance of price and review schema on product pages" href="https://www.searchpilot.com/resources/case-studies/seo-split-test-lessons-adding-price-review-schema-product-pages/" target="_blank" rel="nofollow noopener">https://www.searchpilot.com/resources/case-studies/seo-split-test-lessons-adding-price-review-schema-product-pages/</a></p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/impact-on-seo-performance-of-price-and-review-schema/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Breadcrumb สำคัญกับการทำ SEO จริงหรือไม่?</title>
		<link>https://insawasd.com/seo-test-breadcrumb-error/</link>
					<comments>https://insawasd.com/seo-test-breadcrumb-error/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2022 11:30:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[E-Commerce]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Website Development]]></category>
		<category><![CDATA[Breadcrumb]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=3088</guid>

					<description><![CDATA[หลายคนคงเคยได้ยินกันมานะครับ ว่าการทำ Breadcrumb นั้น มีความสำคัญต่อการทำ SEO และส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการทำ SEO แต่บังเอิญผมได้ไปอ่านบทความหนึ่งของเว็บไซต์ต่างประเทศ พูดถึงการทำ A/B test เกี่ยวกับ Breadcrumb ว่าจริง ๆ แล้วมันส่งผลเชิงลบให้กับบทความนั้นของเรา ทำให้อันดับของบทความต่ำลง ซึ่งการทดสอบนั้น เป็นอย่างไร ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนคงเคยได้ยินกันมานะครับ ว่าการทำ Breadcrumb นั้น มีความสำคัญต่อการทำ SEO และส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการทำ SEO แต่บังเอิญผมได้ไปอ่านบทความหนึ่งของเว็บไซต์ต่างประเทศ พูดถึงการทำ A/B test เกี่ยวกับ Breadcrumb ว่าจริง ๆ แล้วมันส่งผลเชิงลบให้กับบทความนั้นของเรา ทำให้อันดับของบทความต่ำลง ซึ่งการทดสอบนั้น เป็นอย่างไร ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องขอเกริ่นก่อนเลยว่า Breadcrumb เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากในการปรับปรุงการลิงก์ หรือเชื่อมต่อกันภายในเว็บไซต์ โดยปกติแล้ว การแสดงผล Breadcrumb บนหน้า Search ของ Google สามารถทำได้ 2 วิธี คือ</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้าง Breadcrumb ขึ้นมาเอง เพื่อให้การแสดงผลบน Google เป็นไปตามที่เรากำหนด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทำโครงสร้าง <a href="https://insawasd.com/xml-sitemap-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/">Sitemap</a> บนเว็บไซต์ ทำให้ Google เข้าใจง่าย และแสดง Breadcrumb ให้อัตโนมัติ</span></li>
</ol>
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="JjQ5eWOXKA"><p>
<a href="https://insawasd.com/xml-sitemap-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/">XML Sitemap หนึ่งตัวช่วยสำคัญ สำหรับการทำ SEO</a>
</p></blockquote>
<p><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;XML Sitemap หนึ่งตัวช่วยสำคัญ สำหรับการทำ SEO&#8221; &#8212; Insawasd" src="https://insawasd.com/xml-sitemap-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/embed/#?secret=oRS5ewjXEL#?secret=JjQ5eWOXKA" data-secret="JjQ5eWOXKA" width="600" height="338" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเอาจริง ๆ แล้ว Breadcrumb ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ดีขึ้น และทำให้หลายคนเข้าใจว่าจะยิ่งส่งผลต่อการคลิกและการจัดอันดับบนหน้า Google อีกด้วย ซึ่งผมจะพูดถึงกรณีศึกษาของเว็บไซต์ E-commerce รายหนึ่ง ที่มีการจัดทำ Breadcrumb ไว้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ</span></p>
<h2>กรณีศึกษา การทำ A/B test เพื่อทดสอบการจัดทำ Breadcrumb บนเว็บไซต์</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เว็บไซต์ E-commerce รายหนึ่งมีการจัดทำและสร้างรูปแบบของ Breadcrumb ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว และผลลัพธ์คือ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ของเขาได้ดีมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ดันเกิดผลกระทบต่อหน้านั้น ๆ เมื่อทำการสร้าง Breadcrumb ขึ้นมา ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3100" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test.jpg" alt="" width="1780" height="277" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test.jpg 1780w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-300x47.jpg 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-1024x159.jpg 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-768x120.jpg 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-1536x239.jpg 1536w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-1405x219.jpg 1405w" sizes="auto, (max-width: 1780px) 100vw, 1780px" /></p>
<p>มีการวัดผลกระทบต่อหน้าผลิตภัณฑ์ (/green-high-waisted-bikini-bottoms) หน้าหมวดหมู่ย่อย (/clothing/swimwear) รวมถึงหน้าหมวดหมู่หลัก (/clothing):</p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-3093 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/top-level-category.webp" alt="" width="148" height="468" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/top-level-category.webp 148w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/top-level-category-95x300.webp 95w" sizes="auto, (max-width: 148px) 100vw, 148px" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ในส่วนแรก คือหน้าของหมวดหมู่หลักอย่าง /clothing กลับมีผลเสียต่อการเข้าชม ถึง 7%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3094" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/subcategory-pages.webp" alt="" width="158" height="530" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/subcategory-pages.webp 158w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/subcategory-pages-89x300.webp 89w" sizes="auto, (max-width: 158px) 100vw, 158px" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ต่อมา ในหมวดหมู่ย่อยอย่าง /clothing/swimwear ก็มีผลกระทบจากการสูญเสียผู้เข้าชมไป 6% เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3095" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/product-pages.webp" alt="" width="144" height="500" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/product-pages.webp 144w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/product-pages-86x300.webp 86w" sizes="auto, (max-width: 144px) 100vw, 144px" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">และสุดท้าย ในหน้าของผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นเอง เกิดการสูญเสียผู้เข้าชมไปมากถึง 12% ด้วยกัน</span></p>
<p>ซึ่งก่อนการทดสอบ URL ที่แสดงบนหน้า Google จะแสดงในรูปแบบ “sitename.com/clothing/swimwear” แต่เมื่อเราทำ Breadcrumb รูปแบบของ URL จะเปลี่ยนไปเป็น “sitename&gt;clothing” โดยที่ URL จะไม่แสดงหมวดหมู่ย่อยตามด้านหลัง ตามที่คาดหวังไว้</p>
<p>จากรูปภาพด้านล่าง จะแสดงการเปรียบเทียบ Breadcrumb ที่แสดงบน Google ว่าผลลัพธ์ที่ได้กับสิ่งที่คาดหวังไว้นั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่คาดไว้คือหมวดหมู่ย่อย &#8220;Swim &amp; Beachwear&#8221; จะแสดงต่อจากหมวดหมู่หลัก &#8220;Clothing&#8221; อย่างไรก็ตาม Subcategory ไม่ถูกแสดงตามด้านหลังในผลการค้นหา และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้บทความนั้นมีความน่าสนใจและการคลิกน้อยลง</p>
<p><strong>สิ่งที่คาดหวัง</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3096" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp.webp" alt="" width="1930" height="314" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp.webp 1930w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-300x49.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-1024x167.webp 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-768x125.webp 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-1536x250.webp 1536w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-1405x229.webp 1405w" sizes="auto, (max-width: 1930px) 100vw, 1930px" /></span></p>
<p><strong>ผลที่ได้รับ</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3097" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp.webp" alt="" width="1532" height="268" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp.webp 1532w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp-300x52.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp-1024x179.webp 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp-768x134.webp 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp-1405x246.webp 1405w" sizes="auto, (max-width: 1532px) 100vw, 1532px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งผลสรุปคือ การจัดทำ Breadcrumb ขึ้นมา <strong>ส่งผลให้แต่ละหน้าที่เคยมีผู้เข้าชมนั้น ลดลงอย่างเห็นได้ชัด</strong> แม้เราจะมองว่าการทำ Breadcrumb ส่งผลดีและทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพ แต่ตรงจุดนี้ก็ไม่ได้ทำให้ CTR ของหน้านั้นดีขึ้น ดังนั้น ถ้าต้องการทำ Breadcrumb เพื่อทำให้ SEO ดีขึ้น ผมแนะนำให้ลองวิธีอื่น อาจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่มา : <a href="https://www.searchpilot.com/resources/case-studies/seo-split-test-lessons-fixing-breadcrumb-markup-errors/" target="_blank" rel="nofollow noopener sponsored">https://www.searchpilot.com/resources/case-studies/seo-split-test-lessons-fixing-breadcrumb-markup-errors/</a></span></p>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_raw_code wpb_raw_js" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<script>
  jQuery(document).ready(function( $ ){
    $('.wp-embedded-content').attr(
      'width', '100%'
    )
  });
</script>
		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/seo-test-breadcrumb-error/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Search Intent สิ่งจำเป็นสำหรับการทำ SEO ในปี 2021</title>
		<link>https://insawasd.com/search-intent/</link>
					<comments>https://insawasd.com/search-intent/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Apr 2021 17:11:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Search Intent]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2847</guid>

					<description><![CDATA[ปกติแล้ว เวลาเราจะทำ SEO อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากคือการรู้จุดประสงค์ในการค้นหาของผู้ใช้งาน หรือที่เราเรียกว่า Search Intent ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์และการทำงานของมัน วันนี้ ผมจะพามารู้จักกับ Search Intent กันครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>ปกติแล้ว เวลาเราจะทำ SEO อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากคือการรู้จุดประสงค์ในการค้นหาของผู้ใช้งาน หรือที่เราเรียกว่า Search Intent ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์และการทำงานของมัน วันนี้ ผมจะพามารู้จักกับ Search Intent กันครับ</p>
<h2>Search Intent คืออะไร?</h2>
<p>Search Intent คือ จุดประสงค์ในการค้นหาของผู้ใช้งาน ผู้ใช้งานเข้ามาค้นหาคำ ๆ นั้นใน Google เพื่อต้องการผลลัพธ์ในการค้นหาไม่ว่าจะเป็น การหาข้อมูลว่าเรื่องเหล่านั้นคืออะไร, สามารถสั่งซื้อสินค้าได้จากช่องทางไหน Google ก็แสดงผลลัพธ์ในการค้นหาได้หลายรูปแบบครับ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลที่เป็น Text, รูปภาพ, วิดีโอ รวมไปถึงแผนที่ของสถานที่นั้น ๆ</p>
<h2>ประเภทของ Search Intent มีกี่ประเภท</h2>
<p>ประเภทของ Search Intent นั้นมีด้วยกันทั้งหมด 4 รูปแบบ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>ค้นหาข้อมูล (Informational)<br />
</strong><br />
ผู้ใช้งานต้องการเข้ามาค้นหาข้อมูลที่พวกเขาต้องการบน Google โดยจะมีการถามด้วยกันหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ด้วยคำคำนั้นลงไป หรือพิมพ์เป็นประโยคคำถามเลย ซึ่ง Search Intent รูปแบบนี้ เป็นรูปแบบที่มีการใช้งานเยอะมากที่สุดบน Googleแต่การค้นหาของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน และเรื่องที่ต้องการจริง ๆ นั้น Google ก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้ใช้งานต้องการอะไร อย่างบางคนมาค้นหาด้วยคำว่า “สีทาบ้าน” สิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการอาจจะแค่อยากรู้ว่ามียี่ห้ออะไรบ้าง แต่ Google ก็แสดงผลลัพธ์ตามตัวอย่างภาพด้านล่างก็ได้<img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2850 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาข้อมูล-Informational.png" alt="ค้นหาข้อมูล (Informational)" width="847" height="613" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาข้อมูล-Informational.png 847w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาข้อมูล-Informational-300x217.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาข้อมูล-Informational-768x556.png 768w" sizes="auto, (max-width: 847px) 100vw, 847px" /><br />
Google พยายามอยากให้ผู้ใช้งานได้รับผลลัพธ์ที่ชัดเจนและตรงกับจุดประสงค์ของตัวเองมากที่สุด ในอนาคตอาจมีการพัฒนามาให้รองรับในจุดนี้มากขึ้นได้</li>
<li><strong><strong><strong>ค้นหาเว็บไซต์ (Navigation)<br />
</strong></strong></strong><br />
ผู้ใช้งานบางรายต้องการเข้าไปยังเว็บไซต์ที่พวกเขารู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่อาจจะจำ URL ไม่ได้ จำชื่อเว็บไซต์ไม่ได้ หรืออาจจำได้แค่บางตัวอักษรเท่านั้น พวกเขาจึงต้องมาค้นหาใน Google ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อแบรนด์ที่จดจำได้ เช่น Facebook, Twitter เป็นต้น หรือไปรษณีย์ไทย ที่คนต้องการเข้าไปเช็กเลขพัสดุ ก็ใช้การค้นหาใน Google เพื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทยได้เลย<img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2853 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation.png" alt="" width="849" height="603" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation.png 849w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation-300x213.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation-768x545.png 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation-575x408.png 575w" sizes="auto, (max-width: 849px) 100vw, 849px" /></li>
<li><strong><strong><strong>ค้นหาเพื่อตัดสินใจ (Commercial Investigation)<br />
</strong></strong></strong><br />
ผู้ใช้งานที่ต้องการจะซื้อสินค้า แต่ก่อนจะซื้อ ต้องการดูรีวิวก่อน เพื่อประกอบการตัดสินใจ การค้นหาในรูปแบบนี้จะเกี่ยวกับการดูรีวิว เปรียบเทียบสินค้า ยกตัวอย่างการดูรีวิวร้านอาหาร, ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยว<img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2852 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อตัดสินใจ-Commercial-Investigation.png" alt="" width="859" height="577" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อตัดสินใจ-Commercial-Investigation.png 859w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อตัดสินใจ-Commercial-Investigation-300x202.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อตัดสินใจ-Commercial-Investigation-768x516.png 768w" sizes="auto, (max-width: 859px) 100vw, 859px" /></li>
<li><strong><strong>ค้นหาเพื่อซื้อ (Transactional)<br />
</strong></strong><br />
ผู้ใช้งานค้นหาเพื่อซื้อ เมื่อมาถึงพาร์ทนี้ แสดงว่าผู้ใช้งานค้นหาเพื่อตัดสินใจซื้อหรือตัดสินใจใช้บริการในทันที ไม่ได้ต้องการแค่จะดูรีวิวเพียงเท่านั้น เช่น การซื้อโทรศัพท์มือถือ, การจองโรงแรม เป็นต้น<img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2851 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อซื้อ-Transactional.png" alt="" width="853" height="635" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อซื้อ-Transactional.png 853w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อซื้อ-Transactional-300x223.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อซื้อ-Transactional-768x572.png 768w" sizes="auto, (max-width: 853px) 100vw, 853px" /></li>
</ol>
<h2></h2>
<h2>ทำคอนเทนต์ให้ตรงกับ Search Intent ได้อย่างไร</h2>
<ol>
<li><strong>วิเคราะห์ Search Intent ก่อน</strong><br />
ก่อนอื่นเลยต้องวิเคราะห์ก่อนว่า ผู้ใช้งานที่จะค้นหาบนหน้า Google แล้วมาเจอคุณนั้นค้นหา หรือ กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะเข้าไปนั้นด้วย Search Intent ประเภทใด เพราะแต่ละคนนั้นใช้คำและมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน</li>
<li><strong>ตรวจเช็ก SERPs ก่อนทำคอนเทนต์ทุกครั้ง</strong><br />
ก่อนทำ Search Intent คุณต้องทำความรู้จักกับผลลัพธ์ของคอนเทนต์ที่จะปรากฏบน SERPs ก่อนทุกครั้ง ดังนี้- ต้องดูว่าลักษณะของคอนเทนต์ที่ปรากฏเมื่อค้นหาคำนั้น ออกมาในรูปแบบใด ยกตัวอย่างเช่น บล็อกหรือวิดีโอ เป็นต้น<br />
&#8211; ประเภทของคอนเทนต์ที่แสดงนั้น เป็นบล็อกหรือเว็บไซต์ E-commerce</li>
<li><strong>เลือกประเภทของคอนเทนต์</strong><br />
ควรเลือกประเภทของคอนเทนต์ที่จะแสดงให้อย่างชัดเจน ดังนี้<br />
<strong>ค้นหาข้อมูล</strong> &#8211; คอนเทนต์ประเภทบล็อก<br />
<strong>ค้นหาเพื่อตัดสินใจ</strong> &#8211; คอนเทนต์ประเภทบล็อก, หน้าเว็บไซต์ปกติ<br />
<strong>ค้นหาเพื่อซื้อ</strong> &#8211; คอนเทนต์หน้าผลิตภัณฑ์, หมวดหมู่สินค้า, Landing Page</li>
<li><strong>หา Keyword ที่ผู้ใช้งานจะค้นหา</strong><br />
ลักษณะของ Keyword ที่ผู้ใช้งานใช้ค้นหาช่วยแยกจุดประสงค์ในการค้นหาได้ อย่างเช่น วิธีการ แสดงว่าผู้ใช้ต้องการค้นหาข้อมูล หรือ ซื้อโทรศัพท์ แสดงว่าผู้ใช้ต้องการค้นหาเพื่อซื้อ เป็นต้น</li>
</ol>
<p>ในท้ายที่สุดแล้ว การทำ Search Intent สำหรับผมแล้ว ยังเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการทำ SEO นะครับ เพราะถ้าหากคุณรู้จุดประสงค์ของผู้ใช้งานที่กำลังค้นหา และคอนเทนต์ของคุณนั้นตอบโจทย์การค้นหาของเขาจริง ๆ ผู้ใช้งานอาจจะคลิกเข้ามาอ่านคอนเทนต์ของคุณมากขึ้น อันดับ SEO ของคุณก็อาจจะดีขึ้นด้วยครับ</p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/search-intent/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทคนิคปรับเว็บไซต์ให้รองรับ SEO แบบเต็ม 100 บน web.dev</title>
		<link>https://insawasd.com/make-web-for-seo/</link>
					<comments>https://insawasd.com/make-web-for-seo/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Mar 2021 08:20:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Website Development]]></category>
		<category><![CDATA[web.dev]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2814</guid>

					<description><![CDATA[หากคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง แล้วอยากรู้ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากเพียงใด รองรับการทำเว็บไซต์ SEO ไหม หรือความเร็วเว็บไซต์เพียงพอต่อการใช้งานหรือเปล่า คงอยากรู้เทคนิคปรับเว็บไซต์ในส่วนตรงนี้ใช่ไหม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>หากคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง แล้วอยากรู้ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากเพียงใด รองรับการทำเว็บไซต์ SEO ไหม หรือความเร็วเว็บไซต์เพียงพอต่อการใช้งานหรือเปล่า คงอยากได้เครื่องมือที่มาช่วยงานในส่วนตรงนี้ได้ใช่ไหมละครับ ผมมีเทคนิคปรับเว็บไซต์ให้รองรับ SEO มาฝากครับ</p>
<p><strong>เช็กเว็บไซต์ด้วย Web.dev</strong></p>
<p><strong>Web.dev</strong> เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์คุณว่าทำงานได้ดีแค่ไหน พร้อมไกด์ปรับปรุงแก้ไขเว็บไซต์ โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าไปยังเว็บไซต์ <a href="https://web.dev/measure/" target="_blank" rel="nofollow noopener">https://web.dev/measure/</a> และแปะลิงก์เพื่อเช็ก หลังจากนั้น ก็กด View Report เพื่อดูผลลัพธ์ของการเช็ก โดยในหน้า Report จะแสดงผลลัพธ์ออกมา 4 ด้าน ดังนี้</p>
<ul>
<li>Performance</li>
<li>Accessibility</li>
<li>Best Practices</li>
<li>SEO</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2836 size-full" title="web.dev and lighthouse 100 score" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/web.dev-100-score.png" alt="" width="975" height="585" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/web.dev-100-score.png 975w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/web.dev-100-score-300x180.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/web.dev-100-score-768x461.png 768w" sizes="auto, (max-width: 975px) 100vw, 975px" /></p>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element vc_custom_1616478042468" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h2>Performance</h2>
<h3>Metrics</h3>
<h4>First Contentful Paint</h4>
<p>เป็นหนึ่งในเมตริกที่วัดระยะเวลาหรือวัดความเร็วในการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์เมื่อ DOM ตัวแรกปรากฏขึ้น แม้หน้าเว็บไซต์ยังแสดงข้อมูลไม่ครบก็ตาม</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
ปัญหาหลักสำคัญสำหรับ FCP คือ การดาวน์โหลดฟ้อนต์ ดังนั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่าฟ้อนต์ที่นำมาใช้ จะไม่ทำให้เว็บไซต์ของคุณดาวน์โหลดช้าเกินไป</p>
<h4>Speed Index</h4>
<p>เป็นหนึ่งในเมตริกที่วัดความเร็วในการแสดงเนื้อหาระหว่างการโหลดหน้าเว็บไซต์ โดย Lighthouse จะจับความเร็วภาพของวิดีโอที่โชว์บนหน้าเว็บไซต์ จากนั้นจะใช้ Speedline Node.js module เพื่อสร้างคะแนนของ Speed Index</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
แม้ว่าคุณจะทำการปรับปรุงความเร็วในการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มคะแนน Speed Index แล้ว แต่ก็จำเป็นต้องแก้ไขให้คะแนนดีมากขึ้น เช่น ลด Thread work หลัก, ลดเวลาในการดำเนินการของ JavaScript เป็นต้น</p>
<h4>Largest Contentful Paint</h4>
<p>เมตริกที่วัดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นโหลดหน้าเว็บไซต์ จนกระทั่งโหลด Element ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเว็บไซต์เสร็จ ว่าใช้ระยะเวลาไปนานแค่ไหน ปกติแล้ว LCP จะเกิดปัญหาขึ้นก็ต่อเมื่อ</p>
<ul>
<li>Server ตอบสนองช้า</li>
<li>บล็อกการแสดงผล JavaScript และ CSS</li>
<li>ใช้ไฟล์ที่มีขนาดใหญ่เกินไป ส่งผลให้เกิดการดาวน์โหลดช้า</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span></p>
<ul>
<li>ใช้การโหลดแบบทันทีด้วยรูปแบบ PRPL</li>
<li>เพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลที่สำคัญ โดยเฉพาะ CSS และ JavaScript</li>
<li>ปรับขนาดภาพให้มีขนาดที่เหมาะสม</li>
<li>ปรับแต่ฟ้อนต์ของเว็บ</li>
</ul>
<h4>Time to Interactive</h4>
<p>เมตริกที่ทำหน้าที่วัดระยะเวลาที่เว็บไซต์ดาวน์โหลดตั้งแต่เริ่มโหลดหน้าเว็บไซต์ จน Resource ทั้งหมดขึ้นมาจนครบ และพร้อมตอบสนองการใช้งาน โดยปกติแล้วควรมีระยะเวลาไม่เกิน 50 มิลลิวินาที</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
การปรับปรุงที่ส่งผลอย่างมากสำหรับการทำ Time to Interactive คือลบ JavaScript ที่ไม่จำเป็นออกไป และมองหาโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ JavaScript ที่มีให้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะการลด Payloads ของ JavaScript ด้วยการแยกโค้ดและใช้รูปแบบ PRPL</p>
<h4>Total Blocking Time</h4>
<p>วัดระยะเวลาทั้งหมดที่เพจถูกบล็อกไม่ให้ตอบสนองต่อการป้อนข้อมูลของผู้ใช้งาน เช่น การคลิกบนหน้าจอ เป็นต้น ถ้ามีการดำเนินการนานกว่า 50 ms ระยะเวลาหลังจากเวลานี้ จะถูกนับเป็นเวลาที่โดนบล็อก ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดระยะเวลายาวนานเหล่านั้น เกิดจาก</p>
<ul>
<li>การเรียกใช้ JavaScript ที่ไม่จำเป็น</li>
<li>คำสั่ง JavaScript ไม่มีประสิทธิภาพ</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
ตรวจดูว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำระยะเวลาที่ยาวนานอันนั้น เพื่อเรียนรู้และปรับปรุงประสิทธิภาพในส่วนนั้น</p>
<h4>Cumulative Layout Shift</h4>
<p>วัดผลรวมของคะแนนการเลื่อนของ Layout ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดในช่วงอายุการใช้งานทั้งหมดของเว็บไซต์ โดยจะเปิดขึ้นทุกครั้งที่ Element เปลี่ยนตำแหน่งจากเฟรมหนึ่งไปอีกเฟรมหนึ่ง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
สำหรับเว็บไซต์ คุณสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ได้ โดยยึดแนวทางในการทำงานดังนี้</p>
<ul>
<li>ใส่ขนาดของ Attributes ไว้ใน Element ของรูปภาพและวิดีโอเสนอ กำหนดอัตราส่วนต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถจัดสรรสัดส่วนได้อย่างถูกต้อง</li>
<li>อย่าพยายามแทรกเนื้อหาไว้บนเนื้อหาที่มีอยู่ ยกเว้นจะทำไปเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้</li>
</ul>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2838 size-full" title="100 Performance" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Performance.png" alt="" width="917" height="704" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Performance.png 917w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Performance-300x230.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Performance-768x590.png 768w" sizes="auto, (max-width: 917px) 100vw, 917px" /></h3>
<h3>Preload key requests</h3>
<p>พิจารณาการใช้ &lt;link rel=preload&gt; เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการดึงทรัพยากรที่ร้องขอภายหลังจากการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์</p>
<h3>Remove unused CSS, Remove unused JavaScript</h3>
<p>พยายามลบ CSS และ JavaScript ที่ไม่ใช่ออกไปบ้าง เพื่อให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วมากขึ้น เพราะก่อนที่เว็บไซต์จะโหลดเสร็จต้องผ่านการโหลดตัวที่ไม่ได้ใช้ด้วย จะทำให้การโหลดหน้าเว็บไซต์ช้าขึ้นไปอีก</p>
<h3>Does not use passive listeners to improve scrolling performance</h3>
<p>ป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติกับประสิทธิภาพของ Scrolling ควบคุม Script เหล่านี้ให้ได้ บางทีอาจมี Script จาก Third-Party ที่อาจส่งผลกระทบให้ Scrolling ผิดปกติได้</p>
<h3>Minimize main-thread work</h3>
<p>ทุกๆครั้งที่เว็บไซต์ถูกเปิดขึ้นมา ระบบจะสร้าง Thread ขึ้นมา เราเรียกมันว่า Main-Thread หรืออีกชื่อหนึ่งคือ UI Thread มันคือ Thread ที่เป็นส่วนที่เอาไว้ติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้ ที่ประกอบไปด้วย HTML, CSS และ JavaScript หากการทำงานของ Main Thread ใช้เวลานานเกินไปอาจส่งผลให้ UX ไม่ดีและใช้เวลาในการโหลดหน้าเว็บช้า</p>
<h3>Reduce JavaScript execution time</h3>
<p>เมื่อ JavaScript ของคุณใช้เวลาในการดำเนินการยาวนาน อาจมีสาเหตุมาจาก ขนาดไฟล์ที่ใหญ่เกินไป และมีจำนวนไฟล์ที่มากเกินไป เพราะฉะนั้นควรโหลด JavaScript ให้น้อยและขนาดไฟล์ให้เล็ก</p>
<h3>Avoid chaining critical requests</h3>
<p>ชุดคำขอเครือข่ายที่ขึ้นตรงต่อกันและมีผลต่อการแสดงผลหน้าเว็บไซต์ ยิ่งถ้า Chain มีความยาวมากและขนาดการดาวน์โหลดที่มากขึ้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span></p>
<ul>
<li>ลดจำนวน DOM ให้เหลือน้อยที่สุด</li>
<li>ปรับจำนวน critical byte ให้เหมาะสม เพื่อลดเวลาในการดาวน์โหลด</li>
</ul>
<h3>Keep request counts low and transfer sizes small</h3>
<p>ยิ่งต้องมีการโหลดเนื้อหาบนหน้าเว็บของคุณมากขึ้นเท่าไหร่ เซิร์ฟเวอร์ของคุณจะทำงานมากขึ้น เว็บไซต์ของคุณก็จะใช้เวลาโหลดนานขึ้นเท่านั้น ดังนั้นผมแนะนำให้คุณลดจำนวนไฟล์การดาวน์โหลดบนหน้าให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นให้น้อยที่สุด</p>
<h3>Avoid large layout shifts</h3>
<p>คือการตรวจจับ DOM ที่มีส่วนร่วมหรือส่งผลกระทบต่อ CLS ของเพจมากที่สุด</p>
<h3>Avoid long main-thread tasks</h3>
<p>แสดงการรายงานที่ใช้ระยะเวลานานที่สุดของ Main-Thread ซึ่งตรงนี้มีประโยชน์สำหรับการระบุไฟล์ที่หน่วงเวลาในการโหลดหน้าเว็บที่สุด</p>
<h3>Eliminate render-blocking resources</h3>
<p>ปกติแล้วเมื่อมีการเข้าเว็บไซต์ เบราว์เซอร์จะทำการโหลด โดยการอ่านโค้ดจากบนลงล่างไปเรื่อยๆ แต่ในระหว่างที่กำลังโหลดนั้น หากพบไฟล์ CSS หรือ JavaScript มันจะหยุดอ่านและทำการวิเคราะห์ว่าไฟล์ว่า ไฟล์นี้จะถูกนำไปใช้ในส่วนใดของเว็บ จากนั้นถึงค่อยทำการโหลดหน้าเว็บต่อไป สคริปต์เหล่านี้จะทำให้เว็บคุณโหลดช้าลง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
ส่วนของ JavaScript &#8211; เอา Script ไปวางไว้ก่อนปิดแท็ก Body ในหน้านั้น<br />
ส่วนของ CSS &#8211; นำ &lt;link rel=”stylesheet” href=”styles.css”&gt; ไปวางไว้ในส่วนของ Body แทน</p>
<h3>Properly size images, Efficiently encode images</h3>
<p>ปัญหาเกี่ยวกับขนาดภาพบนหน้าเว็บไซต์ โดยอาจเกิดจากขนาดภาพไม่เหมาะสม ทั้งขนาดที่ใหญ่ไปจนทำให้เว็บโหลดช้าหรือขนาดเล็กไปจนไม่ผ่านการเช็กของ Google</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span></p>
<ul>
<li>ลดขนาดของภาพให้เล็กลง อาจใช้โปรแกรม Photoshop หรือ เข้าไปที่เว็บไซต์ tinypng.com</li>
<li>หากคุณใช้ WordPress สามารถใช้ WordPress ในการลดขนาดภาพได้</li>
</ul>
<h3>Defer offscreen images</h3>
<p>เกิดจากการที่รูปภาพโหลดขณะที่ยัง Scroll Down ไปไม่ถึง อาจทำให้เกิดปัญหาในการดาวน์โหลดเว็บไซต์ช้ากว่าเดิม</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
นำ Lazy Load มาใช้ในการจัดการ เพื่อกันไม่ให้ดาวน์โหลดรูป เมื่อยัง Scroll ลงมาไม่ถึงในส่วนนั้น</p>
<h3>Minify CSS</h3>
<p>การลดขนาดของไฟล์ CSS สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการโหลดหน้าเว็บไซต์ เพราะไฟล์ CSS มักมีขนาดใหญ่กว่าที่จำเป็น ซึ่ง Minify JavaScript ก็เช่นกัน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
สำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็กที่ไม่ได้มีการอัปเดตบ่อย ๆ อาจใช้บริการออนไลน์เพื่อลดขนาดไฟล์ของตัวเอง เพียงแค่วาง CSS ลงในเว็บที่ให้บริการเหล่านั้นและเราอาจจะได้โค้ดในเวอร์ชันย่อส่วนที่ใช้งานได้มาใช้แทน</p>
<h3>Serve images in next-gen formats</h3>
<p>การแสดงภาพใหม่ในไฟล์นามสกุล WebP ซึ่งเป็นไฟล์ที่ Google Chrome รองรับ รูปภาพจะมีลักษณะเหมือนไฟล์บีบอัด แต่มีคุณภาพเหนือ JPEG และ PNG หมายความว่าอาจจะเข้าถึงรูปภาพได้เร็วขึ้นและใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
หากคุณใช้ WordPress สามารถใช้ปลั๊กอิน WebP Express ในการจัดการได้</p>
<h3>Enable text compression</h3>
<p>Text ทั้งหลาย ควรได้รับการบีบอัดขนาดไฟล์เพื่อให้ลดจำนวนไบต์ของเครือข่ายทั้งหมด จากรายงานนี้จะแสดงรายการของ Text ทั้งหมดที่ไม่ได้รับการบีบอัด มีวิธีตรวจสอบว่าเซิร์ฟเวอร์บีบอัดการตอบกลับหรือไม่ ดังนี้</p>
<ol>
<li>กด Control + Shift + J เพื่อเปิด Chrome DevTools</li>
<li>คลิกแท็บ Network</li>
<li>คลิก Request เพื่อให้เกิดการตอบกลับที่สนใจ</li>
<li>คลิกแท็บ Headers</li>
<li>เช็ก content-encoding</li>
</ol>
<h3>Preconnect to required origins</h3>
<p>แสดงรายการ key request ที่ยังไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของคำขอในการดึงข้อมูล ซึ่งโดยปกติแล้วระบบจะสร้าง DOM ขึ้นมาเสร็จแล้วถึงค่อยไปโหลด CSS ที่เหลือขึ้นมา ซึ่งกว่าจะโหลดเสร็จนั้นก็ใช้เวลา เมื่อต้องรอตัวนั้นแล้วมารอตัวนี้อีก อาจทำให้ใช้เวลานานเกินไป</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
ปกติถ้าจะต้องเขียนโค้ดเอง ก็จะใช้ &lt;link rel=&#8221;preconnect&#8221;&gt; แต่ถ้าคุณใช้ WordPress ก็มีปลั๊กอินที่ช่วยตรงนี้ก็มี คือ Pre*Party Resource Hints</p>
<h3>Avoid multiple page redirects</h3>
<p>การ Redirect ทำให้ความเร็วในการดาวน์โหลดเว็บไซต์ช้าลง เบราว์เซอร์จะต้องทำการร้องขอ HTTP อีกครั้งที่ตำแหน่งใหม่เพื่อดึงทรัพยากร</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
หากคุณกำลังทดลองใช้ Redirect พื่อให้ผู้ใช้เว็บไซต์ผ่านมือถือไปยังหน้าเว็บเวอร์ชันมือถือ ลองออกแบบเว็บไซต์ Responsive ที่รองรับทุกขนาดหน้าจอจะดีกว่า</p>
<h3>Use video formats for animated content</h3>
<p>ส่วนนี้จะแสดง GIF ทั้งหมด ทำการแปลงจาก GIF เป็นวิดีโอ ซึ่งการแปลง GIF เป็นวิดีโอจะช่วยให้คุณประหยัด Brandwidth ของผู้ใช้ได้มากเลยทีเดียว</p>
<h3>Remove duplicate modules in JavaScript bundles</h3>
<p>ลบ Modules ของ JavaScript ขนาดใหญ่ที่มีการทำงานซ้ำกันออกจาก Bundles เพื่อลดการโหลดที่ไม่จำเป็น</p>
<h3>Avoid serving legacy JavaScript to modern browsers</h3>
<p>หลีกเลี่ยงการใช้ JavaScript ในรูปแบบเก่าหรือรูปแบบเดิม ในเบราว์เซอร์ปัจจุบัน เนื่องจากมีการอัปเดตเบราว์เซอร์ การใช้ JavaScript รูปแบบใหม่จะสามารถรองรับได้มากกว่า</p>
<h3>Avoids enormous network payloads</h3>
<p>เป็นปัญหาที่เกิดบ่อยมากกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหายาวๆ คุณควรแบ่งออกเป็นหลายๆหน้ามากกว่ารวมเนื้อหาไว้ในหน้าเดียว</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
พยายามอย่าเชื่อมต่อไปที่โดเมนอื่น ๆ มากเกินไป แต่ถ้าจำเป็นต้องทำ ต้องมีการควบคุมอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้</p>
<h3>Serve static assets with an efficient cache policy</h3>
<p>การแคช HTTP ช่วยเร่งเวลาในการโหลดหน้าเว็บไซต์ของคุณได้เมื่อมีการเข้าชมซ้ำ โดยจะพิจารณาทรัพยากรที่สามารถแคชได้หากตรงเงื่อนไขต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>ฟอนต์, รูปภาพ, ไฟล์, Script, Stylesheet</li>
<li>มีรหัส 200, 203, 206 HTTP</li>
<li>ไม่มีนโยบายหรือไม่มีแคชที่ชัดเจน</li>
</ul>
<h3>Avoids an excessive DOM size</h3>
<p>ถ้า Theme ที่คุณนำมาใช้นั้นมีคุณภาพต่ำ ไม่แปลกที่จะเกิดปัญหานี้กับเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้นตรวจเช็กให้ดีก่อนนำมาใช้ เพราะถ้าเกิดนำมาใช้จริง ๆ มาบวกกับตัวที่เป็นปลั๊กอินต่าง ๆ อีก อาจทำให้ส่งผลเสียต่อเว็บไซต์ได้อีก โดนต้องมีเงื่อนไขต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>มี DOM เกิน 1,500 โหนด</li>
<li>มีความลึกของ DOM เกิน 32 โหนด</li>
<li>มีโหนดลูกมากเกินกว่า 60 โหนด</li>
</ul>
<h3>User Timing marks and measures</h3>
<p>การทำเว็บไซต์ของคุณตอบสนองอย่างรวดเร็วคือสิ่งสำคัญ USER Time API ช่วยให้คุณวัดการทำงานของ JavaScript ของแอปคุณ ด้วยการแทรก API ไว้ใน JavaScript จากนั้นแยกข้อมูลเวลาอย่างละเอียดที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโค้ดของคุณได้</p>
<h3>All text remains visible during webfont loads</h3>
<p>ใช้ประโยชน์ฟีเจอร์ CSS ที่แสดงแบบอักษร เพื่อให้แน่ใจว่าข้อความจะปรากฏให้ผู้ใช้เห็นขณะที่ webfont กำลังโหลด</p>
<h3>Minimize third-party usage</h3>
<p>Third-Party อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการโหลด ควรจำกัดจำนวนผู้ให้บริการที่เป็น Third-Party ที่ซ้ำซ้อนและความพยายามในการโหลดโค้ดของ Third-Party หลังจากที่หน้าเว็บของคุณดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว</p>
<h3>Avoids document.write()</h3>
<p>สำหรับผู้ใช้ที่มีการเชื่อมต่อช้า external Script แทรกได้ผ่านทาง document.write() จะหน่วงเวลาในการโหลดหน้ามากกว่า 10 วินาที ซึ่งส่งผลเสียต่อการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์ของคุณเป็นอย่างมาก ดังนั้นพยายามลบโค้ดที่มี document.write() ออกไปจากโค้ดของคุณ</p>
<h3>Avoids large JavaScript libraries with smaller alternatives</h3>
<p>ไลบรารีของ JavaScript ขนาดใหญ่อาจทำให้ประสิทธิภาพต่ำลง ต้องใช้ไลบรารีที่เล็กกว่าและมีฟังก์ชันเทียบเท่า เพื่อลดขนาดของ Bundle</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_separator wpb_content_element vc_separator_align_center vc_sep_width_100 vc_sep_pos_align_center vc_separator_no_text vc_sep_color_grey vc_custom_1615963796082 wpb_content_element  vc_custom_1615963796082 wpb_content_element" ><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_l"><span class="vc_sep_line"></span></span><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_r"><span class="vc_sep_line"></span></span>
</div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h2>Accessibility</h2>
<p>การตรวจสอบในส่วนนี้ เน้นถึงโอกาสในการปรับปรุงการเข้าถึงเว็บไซต์ ระบบจะตรวจพบเฉพาะปัญหาการช่วยการเข้าถึงโดยอัตโนมัติ</p>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2840 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Accessibility.png" alt="100 Accessibility" width="926" height="607" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Accessibility.png 926w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Accessibility-300x197.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Accessibility-768x503.png 768w" sizes="auto, (max-width: 926px) 100vw, 926px" /></h3>
<h3>Background and foreground colors do not have a sufficient contrast ratio.</h3>
<p>ข้อความที่มีอัตราส่วน contrast ต่ำ หรือข้อความที่มีความสว่างใกล้เคียงกับความสว่างของพื้นหลังมากเกินไปอาจทำให้อ่านได้ยาก ซึ่งส่งผลเสียต่อประสบการณ์การอ่านของผู้ใช้งาน ดังนั้น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อความบนเว็บไซต์ของคุณนั้นมีขนาดและสีที่สามารถอ่านและเห็นได้ชัดเจนหรือเปล่า</p>
<h3>Heading elements are not in a sequentially-descending order</h3>
<p>ส่วนใหญ่ screen readers มักมีคำสั่งข้ามไปมาระหว่างส่วนหัวหรือไปยังพื้นที่ที่เป็นจุดสังเกตอย่างรวดเร็วหรือไปยังหน้าที่ไม่คุ้นเคยจากการอ่านแค่ส่วนหัว ดังนั้น ควรเริ่มแก้ไขจากส่วนหัวก่อน โดยมีวิธีแก้ไขดังนี้</p>
<ul>
<li>ตรวจสอบให้แน่ใจว่าส่วนหัวของคุณ นั้นสื่อถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน</li>
<li>มีการเรียงลำดับเพื่อให้เข้าใจโครงสร้างของเนื้อหา</li>
</ul>
<h3>Links do not have a discernible name</h3>
<p>Link Text ที่มองเห็นได้ไม่เหมือนใครและโฟกัสได้ ช่วยเพิ่มประสบการณ์การนำทางสำหรับผู้ใช้โปรแกรมอ่านหนังจอและเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกผู้ใช้ ซึ่งวิธีเพิ่มชื่อหัวข้อที่สามารถเข้าถึงได้ในลิงก์ ที่อยากแนะนำคือพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำเหล่านี้ เช่น ที่นี่ หรือ อ่านเพิ่มเติม แต่ให้ใช้ข้อความที่มีความหมายลงในลิงก์</p>
<h3>[aria-hidden=&#8221;true&#8221;] is present on the document &lt;body&gt;</h3>
<p>การใช้โค้ดรูปแบบนี้บนเว็บไซต์ เป็นการซ่อนหน้าเว็บทั้งหมดจากผู้ใช้ที่ใช้งานผ่าน Screen readers ดังนั้นวิธีแก้ไขคือลบโค้ดส่วนนี้ออกจากหน้าเว็บไซต์ซะ หรืออีกทางคือ ใส่ main ไว้หน้า aria-hidden</p>
<h3>The page contains a heading, skip link, or landmark region</h3>
<p>เพิ่มวิธีที่จะช่วยข้ามเนื้อหาที่ซ้ำกันให้กับผู้ใช้ที่อยู่บนเว็บไซต์ แต่ไม่ได้ใช้เม้าส์ในการทำงานบนเว็บ แก้ไขโดย</p>
<ul>
<li>วางเนื้อหาให้อยู่ในจุดที่สังเกตเห็น</li>
<li>ตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าเนื้อหาที่เห็นนั้น แสดงประเภทของเนื้อหาอย่างถูกต้อง</li>
<li>ใช้ Skip link</li>
</ul>
<h3>Document has a &lt;title&gt; element</h3>
<p>การที่มี &lt;title&gt; อยู่ทุกหน้าเว็บจะช่วยให้ผู้ใช้พิจารณาว่านี่ใช้สิ่งที่เขาค้นหาหรือไม่ ซึ่งเคล็ดลับในการสร้างชื่อที่ดี คือ</p>
<ul>
<li>ในแต่ละหน้าอย่าใช้ชื่อซ้ำกัน</li>
<li>ตั้งชื่อเรื่องที่มีความหมายกระชับ หลีกเลี่ยงการใช้คำคลุมเครือ</li>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิด</li>
</ul>
<h3>[id] attributes on active, focusable elements are unique</h3>
<p>หลีกเลี่ยงการใช้ ID ซ้ำกัน เพราะหากมีการใช้ซ้ำ หน้าเว็บอาจแสดงเพียง ID ตัวแรก ทำให้ปิดกั้นการมองเห็นตัวอื่น ๆ ได้</p>
<h3>&lt;html&gt; element has a [lang] attribute</h3>
<p>หากหน้าเว็บไม่มีการระบุภาษาพื้นฐานสำหรับ &lt;html&gt; เวลาผู้ใช้ที่ใช้ Screen readers ภาษาจะเปลี่ยนไปตามอุปกรณ์ที่ผู้ใช้ใช้งาน ซึ่งอาจให้เนื้อหาผิดเพี้ยนได้ ยกตัวอย่างเช่น หน้าเว็บไซต์ของคุณเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผู้ใช้ใช้ภาษาไทย การแปลมาอาจไม่ตรงกับความหมายที่แท้จริง วิธีแก้ทำได้ง่าย ๆ เพียงกำหนดภาษาให้กับหน้าเว็บไซต์ด้วย &lt;html lang= “en”&gt;</p>
<h3>&lt;html&gt; element has a valid value for its [lang] attribute</h3>
<p>เพื่อให้แน่ใจว่าในหน้านั้น สามารถออกเสียงภาษาโดยรวมได้ถูกต้อง คุณต้องระบุ BCP 47 language ใช้วิธีแก้ไขเหมือนข้อที่แล้วคือ &lt;html lang= “en”&gt;</p>
<h3>Image elements have [alt] attributes</h3>
<p>ระบุ Alt ของรูปภาพในทุก ๆ รูป เผื่อเวลาที่เว็บไซต์ไม่โหลดรูปภาพขึ้นมา อย่างน้อยยังมี Alt ของรูปภาพระบุให้ผู้ใช้รู้ว่า นี่คือรูปภาพอะไร ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้เป็นคำสั้น ๆ ที่อ่านแล้วรู้เลยว่าคืออะไร แต่หากเป็นเพียงรูปภาพตกแต่ง ไม่จำเป็นต้องมีแต่ให้ใส่เป็น alt=”” ไว้</p>
<h3>List items (&lt;li&gt;) are contained within &lt;ul&gt; or &lt;ol&gt; parent elements</h3>
<p>รวบรวม &lt;li&gt; ที่ไม่มี Element ไว้ภายใน Element &lt;ul&gt; หรือ &lt;ol&gt;</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_separator wpb_content_element vc_separator_align_center vc_sep_width_100 vc_sep_pos_align_center vc_separator_no_text vc_sep_color_grey vc_custom_1615963806025 wpb_content_element  vc_custom_1615963806025 wpb_content_element" ><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_l"><span class="vc_sep_line"></span></span><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_r"><span class="vc_sep_line"></span></span>
</div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h2>Best Practices</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2841 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Best-Practices.png" alt="100 Best Practices" width="944" height="390" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Best-Practices.png 944w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Best-Practices-300x124.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-Best-Practices-768x317.png 768w" sizes="auto, (max-width: 944px) 100vw, 944px" /></p>
<h3>Links to cross-origin destinations are unsafe</h3>
<p>การเชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณไปยังไซต์อื่น ๆ ด้วย target=“_blank” แอตทริบิวต์ของคุณสามารถเปิดเผยไซต์ของคุณเกี่ยวกับปัญหาด้านความปลอดภัย</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">วิธีในการปรับปรุง</span><br />
เพิ่ม rel=”noopener” หรือ rel=”noreferrer” เข้าไปใน target=”_blank” เพื่อป้องกันไม่ให้ไซต์อื่น ๆ เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณ</p>
<h3>Browser errors were logged to the console</h3>
<p>Message Locked ใน Console มาจากนักพัฒนาเว็บไซต์ที่มีการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเอง โดยจะมีระดับความรุนแรง 4 ระดับ คือ</p>
<ul>
<li>Verbose</li>
<li>Info</li>
<li>Warning</li>
<li>Error</li>
</ul>
<p>ซึ่งถ้าเกิด Error แสดงว่าหน้าเว็บไซต์ของคุณต้องได้รับการแก้ไขทันที</p>
<h3>Missing source maps for large first-party JavaScript</h3>
<p>Source Maps ที่แปลงจาก minified code ไปเป็น original source code นั้น ช่วยให้นักพัฒนาสามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้จริง นอกจากนี้ Lighthouse ยังสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม พิจารณาปรับใช้ Source Maps เพื่อนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อ</p>
<h3>Uses HTTPS</h3>
<p>เว็บไซต์ทั้งหมดควรได้รับการป้องกันเบื้องต้นคือการใช้ HTTPS เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาบุกรุกหรือยุ่งเกี่ยวกับไซต์ของคุณได้อย่างง่ายดาย</p>
<h3>Avoids requesting the geolocation permission on page load</h3>
<p>การขออนุญาตเก็บตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของผู้ใช้งานเว็บไซต์</p>
<h3>Avoids requesting the notification permission on page load</h3>
<p>การขออนุญาตส่งแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งาน ต้องมีการขออนุญาตทุกครั้ง</p>
<h3>Avoids front-end JavaScript libraries with known security vulnerabilities</h3>
<p>พยายามหยุดใช้ไลบรารีของ JavaScript ที่ไม่มีความปลอดภัย</p>
<h3>Displays images with correct aspect ratio</h3>
<p>ใช้รูปภาพที่ไม่ได้อัตราส่วนของรูปภาพจริง ส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ ดังนั้นควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ารูปภาพของคุณได้สัดส่วนที่ถูกต้อง ด้วย</p>
<ul>
<li>ใช้รูปภาพ CDN<br />
สร้างรูปภาพขนาดต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติ พร้อมตรวจสอบการใช้งานอย่างเหมาะสม</li>
<li>ตรวจสอบ CSS ที่มีผลต่ออัตราส่วนของรูปภาพ<br />
Chrome DevTools สามารถแสดงถึง CSS ที่มีการแสดงผลขนาดรูปภาพที่ถูกต้อง</li>
<li>ตรวจสอบ Width และ Height ใน HTML<br />
วิธีนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจว่ารูปภาพจะไม่ถูกปรับไซต์ เมื่อโหลดรูปภาพเสร็จเรียบร้อยแล้ว</li>
</ul>
<h3>Serves images with appropriate resolution</h3>
<p>ควรใช้รูปภาพที่ทำออกมาแค่ขนาดเดียว แต่สามารถใช้งานได้ทุก ๆ อุปกรณ์ที่แสดง</p>
<h3>Page has the HTML doctype</h3>
<p>หากเว็บไซต์ไม่ได้มีการกำหนดหน้าหลักหรือรูปแบบหลักไว้ ส่งผลให้เว็บไซต์แสดงรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดออกมา ดังนั้น ควรเพิ่ม &lt;!DOCTYPE html&gt; ไว้ด้านบนโค้ด HTML ของทุกหน้า</p>
<h3>Properly defines charset</h3>
<p>Server และ Browser สื่อสารกันด้วยการส่งข้อมูลจำนวนไบท์กันผ่านอินเทอร์เน็ต แต่หาก Server ไม่มีการระบุ charset เมื่อส่งไฟล์ Browser จะไม่สามารถรู้ได้ว่า charset แต่ละไบท์คืออะไร ดังนั้น เพิ่ม &lt;meta charset&gt; ไว้เป็นองค์ประกอบของ Html และเพ่ม Content-Type ในส่วน HTTP response header</p>
<h3>Avoids Application Cache</h3>
<p>หากคุณจะใช้ Application Cache แนะนำให้ใช้ Cache API ผ่านผู้ให้บริการแทน เพื่อความปลอดภัยและผ่านการตรวจสอบจาก Lighthouse</p>
<h3>Detected JavaScript libraries</h3>
<p>ส่วนนี้ Lighthouse จะแสดงไลบรารีของ JavaScript ทั้งหมดที่มี ดังนั้นควรอัปเดตไลบรารีของคุณอย่างสม่ำเสมอ</p>
<h3>Avoids deprecated APIs</h3>
<p>หลีกเลี่ยงการใช้ API ที่ไม่มีการใช้งานแล้ว เพราะอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณมีข้อผิดพลาดในการใช้งาน</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_separator wpb_content_element vc_separator_align_center vc_sep_width_100 vc_sep_pos_align_center vc_separator_no_text vc_sep_color_grey vc_custom_1615963806025 wpb_content_element  vc_custom_1615963806025 wpb_content_element" ><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_l"><span class="vc_sep_line"></span></span><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_r"><span class="vc_sep_line"></span></span>
</div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element vc_custom_1616486732489" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h2>SEO</h2>
<p>การตรวจสอบในส่วนนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจว่าเว็บไซต์ของคุณนั้น รองรับการทำ SEO มากน้อยแค่ไหน เพื่อให้คุณปรับเว็บไซต์ได้เหมาะสมกับการจัดอันดับบนหน้าการค้นหา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2842 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-SEO.png" alt="100 SEO" width="943" height="511" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-SEO.png 943w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-SEO-300x163.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-SEO-768x416.png 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/100-SEO-455x248.png 455w" sizes="auto, (max-width: 943px) 100vw, 943px" /></p>
<h3>Content Best Practices</h3>
<p>จัดรูปแบบ HTML ให้โปรแกรมรวบรวมข้อมูลเข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น</p>
<h3>Mobile Friendly</h3>
<p>นี่คือข้อสำคัญสำหรับการทำ SEO ในปัจจุบัน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นรองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือแล้วหรือยัง</p>
<h3>Has a &lt;meta name=&#8221;viewport&#8221;&gt; tag with width or initial-scale</h3>
<p>จำเป็นต้องมี viewport meta tag เพื่อให้เมื่อเปิดใช้งานบนอุปกรณ์พกพาแล้วแสดงหน้าเว็บไซต์ที่พอดีกับหน้าจอ</p>
<h3>Document has a &lt;title&gt; element</h3>
<p>title เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน้าเว็บไซต์นั้นของคุณมีการระบุ title แล้วหรือยัง</p>
<h3>Document has a meta description</h3>
<p>meta description สามารถเพิ่มปริมาณการค้นหาของคุณได้ เทคนิคคือ ควรมี meta description เฉพาะหน้านั้น ๆ และอธิบายให้ชัดเจน</p>
<h3>Page has successful HTTP status code</h3>
<p>การที่หน้าเว็บไซต์ไม่แสดงสถานะตั้งแต่ 400-500 ถือว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพ ไม่ควรให้หน้าผิดพลาดเหล่านั้นมาแสดงในหน้าการค้นหา</p>
<h3>Links have descriptive text</h3>
<p>ระบุ hyperlink ไปให้ชัดเจนเลยว่า หากผู้ใช้งานคลิกไปนั้น จะคลิกไปที่หน้าใด</p>
<h3>robots.txt is valid</h3>
<p>หาก root.txt ของคุณผิดปกติอาจทำให้เกิดปัญหา 2 ประเภท คือ</p>
<ul>
<li>Search Engine เข้ามารวบรวมข้อมูลบนเว็บไซต์ไม่ได้ ทำให้อันดับในหน้าการค้นหาน้อยลง</li>
<li>Search Engine อาจไปดึงข้อมูลจากหน้าที่คุณไม่ต้องการให้แสดงบนหน้าการค้นหา<br />
ดังนั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่า robots.txt ของคุณนั้นไม่ได้แสดง HTTP 5XX เพื่อให้โรบอททำงานได้ดีมากขึ้น</li>
</ul>
<h3>Image elements have [alt] attributes</h3>
<p>ควรระบุ alt ในทุก ๆ ภาพบนเว็บไซต์ เพราะหากรูปภาพโหลดไม่ขึ้น ยังสามารถใช้ alt เพื่อระบุว่ารูปภาพนั้นคืออะไรได้</p>
<h3>Document has a valid hreflang</h3>
<p>hreflang ช่วยให้ระบุหน้าเว็บไซต์ในแต่ละภูมิภาคหรือแบ่งเวอร์ชันของหน้าเว็บไซต์ในแต่ละภาษาได้ ยิ่งถ้าคุณมีเว็บไซต์หลายภาษา คุณควรเพิ่มไฟล์นี้เข้าไป ห้ามขาด</p>
<h3>Document has a valid rel=canonical</h3>
<p>การใช้ canonical ช่วยให้ Serach Engine รวบรวมหน้าที่เหมือนกันให้เป็น URL เดียวกัน เพื่อป้องกันปัญหาการใช้หน้าซ้ำกันทั้งในเวอร์ชัน Desktop และเวอร์ชันอุปกรณ์พกพา</p>
<h3>Document uses legible font sizes</h3>
<p>ตั้งค่าขนาดของตัวอักษรภายในเว็บไซต์ให้อ่านง่าย โดยควรมีขนาดตั้งแต่ 12 px ขึ้นไป</p>
<h3>Tap targets are sized appropriately</h3>
<p>หน้าเว็บไซต์ของคุณสามารถรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ที่เป็นระบบสัมผัส โดยผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและง่าย</p>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>นี่คือทั้งหมดที่ Web.dev สามารถตรวจเช็กประสิทธิภาพของคุณได้ครับ โดยนอกจากที่จะช่วยเช็กคะแนนประสิทธิภาพของเว็บไซต์คุณแล้ว ยังมีไกด์ไลน์แนะนำให้คุณไปปรับปรุงเว็บไซต์ พร้อมทั้งรายงานเว็บไซต์ของคุณได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย</p>
<p>รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมลองเข้าไปใช้งาน web.dev กันนะครับ แล้วคุณจะเปลี่ยนเว็บไซต์ของคุณ ให้รองรับการทำ SEO แบบ 100 เต็ม แน่นอนครับ!!</p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/make-web-for-seo/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Ahrefs สุดยอดเครื่องมือทำ SEO พร้อมวิเคราะห์คู่แข่งไปในตัว</title>
		<link>https://insawasd.com/ahrefs-the-best-seo-tool/</link>
					<comments>https://insawasd.com/ahrefs-the-best-seo-tool/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2021 18:01:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Marketing Tools]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Ahrefs]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2791</guid>

					<description><![CDATA[ถ้าให้พูดถึงเรื่องของ SEO นั้น มีเรื่องให้พูดเยอะแยะมากมายไปหมดครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องที่หลาย ๆ ท่านสนใจ คงไม่พ้นเรื่องของเครื่องมือในการทำ SEO ว่าจะใช้เครื่องมือไหนที่จะเข้ามาช่วยให้เว็บไซต์ของคุณนั้นติดอันดับแรกในหน้าของ Google ซึ่งเครื่องมือสำหรับการทำ SEO ก็มีเยอะเช่นกันครับ แต่ในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงเครื่องมือนึง ที่เรียกได้ว่ามีความนิยมและมีประสิทธิภาพอย่างมาก นั่นก็คือ Ahrefs นั่นเองครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>ถ้าให้พูดถึงเรื่องของ SEO นั้น มีเรื่องให้พูดเยอะแยะมากมายไปหมดครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องที่หลาย ๆ ท่านสนใจ คงไม่พ้นเรื่องของเครื่องมือในการทำ SEO ว่าจะใช้เครื่องมือไหนที่จะเข้ามาช่วยให้เว็บไซต์ของคุณนั้นติดอันดับแรกในหน้าของ Google ซึ่งเครื่องมือสำหรับการทำ SEO ก็มีเยอะเช่นกันครับ แต่ในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงเครื่องมือนึง ที่เรียกได้ว่ามีความนิยมและมีประสิทธิภาพอย่างมาก นั่นก็คือ Ahrefs นั่นเองครับ</p>
<h2>Ahrefs คืออะไร?</h2>
<p>Ahrefs เป็นเครื่องมือสำหรับการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก มีฟีเจอร์มากมายที่ออกมารองรับการทำงานของผู้ที่ทำงานด้าน SEO โดยเฉพาะ เรียกได้ว่าครอบคลุมการทำงานได้เป็นอย่างดี ของคู่แข่งได้อีกด้วย ลองมาดูกันดีกว่าครับ ว่าเจ้าเครื่องมือนี้ มีอะไรให้ผู้ใช้งานเล่นบ้าง?</p>
<h3>หาไอเดียใหม่ในการทำคอนเทนต์</h3>
<p>ถ้าคุณคิดไม่ออก อยากหาไอเดียในการเขียนหรืออยากรู้ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่มีคนแชร์มากที่สุด เนื้อหาใดที่จะดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาเว็บไซต์ เครื่องมือนี้จะช่วยหาไอเดียที่ช่วยให้คอนเทนต์ของผู้ใช้งานมีคุณภาพและมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม แถมผู้ใช้งานยังสามารถค้นหาคีย์เวิร์ดที่ช่วยให้คอนเทนต์ของผู้ใช้งานติดอันดับในหน้าแรกของ Google ได้อย่างง่ายดาย</p>
<p>เครื่องมือนี้มีฟีเจอร์ที่ช่วยหาไอเดียคอนเทนต์ของผู้ใช้งานอยู่หลายตัว ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>Keyword Generator</strong><br />
หาไอเดียเกี่ยวกับตัวคีย์เวิร์ดที่ต้องการนำมาใช้งาน ด้วยการนำคีย์เวิร์ดมาค้นหาในเครื่องมือ เพื่อหาคำใกล้เคียง สามารถเลือกประเทศที่ต้องการค้นหาได้ด้วย</li>
<li><strong>Keyword Explorer</strong><br />
ทำ Keyword Research สามารถดูได้ว่ามีคนค้นหาคำ ๆ นั้นจำนวนเท่าไหร่และคลิกคำนั้นเท่าไหร่ ความยากง่ายของคำ</li>
</ul>
<h3>ติดตามอันดับของ Keyword ที่ใช้</h3>
<p>เมื่อมีไอเดียและเลือกคีย์เวิร์ดมาใช้แล้ว สามารถติดตามการไต่อันดับของคีย์เวิร์ดตัวนั้น แถมยังดูคีย์เวิร์ดนั้นเทียบกับคู่แข่งของผู้ใช้งานได้ด้วย เพื่อเป็นแนวทางในการปรับรูปแบบเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ให้สามารถขึ้นมาในอันดับสูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งฟีเจอร์ที่ใช้นั่นก็คือ <strong>Rank Tracker</strong></p>
<h3>เช็ก Backlink ได้ง่ายดาย</h3>
<p>การเช็ก Backlink มีให้ใช้ได้ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน โดยในแบบฟรี ผู้ใช้งานสามารถเช็ก Backlink ของเว็บไซต์ตัวเอง เพียงใส่ลิงก์ในช่องบนฟีเจอร์ <strong>Backlink Checker</strong> สามารถเช็กได้เฉพาะหน้านั้นหรือเช็กทั้งเว็บก็ได้ แต่ถ้าในแบบเสียเงินก็จะไปรวมอยู่ในฟีเจอร์ <strong>Site Explorer</strong> สามารถดูได้ว่ามี Backlink เท่าไหร่ มาจากที่ไหนบ้างและยังสามารถตามไปทำ Backlink ที่คู่แข่งทำไว้ได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p>จริง ๆ จุดเด่นของเครื่องมือ Ahrefs ที่แนะนำอยากให้ใช้กัน เพราะเครื่องมือนี้สามารถวิเคราะห์เว็บไซต์คู่แข่งที่มีการทำ SEO ได้เกือบทั้งหมดที่พวกเขาทำ ยกตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>คู่แข่งมีการเน้นคีย์เวิร์ดไหนเป็นตัวหลัก</li>
<li>ทำ Backlink ผ่านคีย์เวิร์ดตัวไหน</li>
<li>แฝง Backlink ไว้ที่เว็บไซต์ใด</li>
</ul>
<p>แม้ว่า Ahrefs จะไม่ได้เก็บข้อมูลทั้งหมด เพราะบางเว็บไซต์อาจป้องกันไม่ให้เข้าถึงข้อมูลในส่วนนั้นได้ แต่เมื่อคุณวิเคราะห์ในสิ่งที่คู่แข่งทำก็จะรู้ว่าพวกเขามีการทำ SEO อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในหน้าเว็บไซต์ที่ติดอันดับในหน้าแรก แค่นี้คุณก็ได้ข้อมูลที่มากเพียงพอที่จะสามารถนำมาเป็นแนวทางในการทำ SEO ของเว็บไซต์คุณเองต่อไป</p>
<p>เครื่องมือ Ahrefs เปิดให้ใช้งาน โดยคิดค่าบริการรายเดือน เริ่มต้นที่ $99 หรือประมาณเดือนละ 3 พันกว่าบาท แต่ก็มีให้ทดลองใช้ 7 วันในราคา $7 ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้บริการได้ตามความเหมาะสม และเครื่องมือนี้มีเพียงภาษาอังกฤษเท่านั้น ยังไม่มีภาษาไทย แต่การใช้งานก็ไม่ยาก ต่อให้ไม่เก่งภาษาอังกฤษก็สามารถใช้ได้</p>
<p>ข้อมูลอ้างอิง <a href="https://ahrefs.com/" target="_blank" rel="noopener">https://ahrefs.com/</a></p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/ahrefs-the-best-seo-tool/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>XML Sitemap หนึ่งตัวช่วยสำคัญ สำหรับการทำ SEO</title>
		<link>https://insawasd.com/xml-sitemap-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/</link>
					<comments>https://insawasd.com/xml-sitemap-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Oct 2020 04:00:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2702</guid>

					<description><![CDATA[XML Sitemap หรือที่รู้จักกันว่ามันคือแผนผังเว็บไซต์ อีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยในการทำเว็บไซต์ SEO เป็นตัวนำทางให้กับ Google ในการเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณ ซึ่ง Google มักชอบเว็บไซต์ที่มี XML Sitemap เป็นอย่างมาก ดังนั้น บทความนี้ ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ XML Sitemap และการทำงานของเจ้าตัวนี้กันครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>XML Sitemap หรือที่รู้จักกันว่ามันคือแผนผังเว็บไซต์ อีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยในการทำเว็บไซต์ SEO เป็นตัวนำทางให้กับ Google ในการเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณ ซึ่ง Google มักชอบเว็บไซต์ที่มี XML Sitemap เป็นอย่างมาก ดังนั้น บทความนี้ ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ XML Sitemap และการทำงานของเจ้าตัวนี้กันครับ</p>
<p><strong style="font-size: 24px;">การทำงานของ XML Sitemap</strong></p>
<p>โดยปกติแล้ว เว็บไซต์ของคุณบางหน้านั้นไม่มีลิงก์ภายในที่สามารถเชื่อมถึงกัน Google จึงไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ทุกหน้า แถมยังยากต่อการค้นหาในแต่ละที XML Sitemap จึงเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้การทำงานในส่วนนี้สมบูรณ์แบบและง่ายขึ้น โดยจะรวบรวมลิงก์ทุกหน้าของเว็บไซต์ไว้ในหน้าเดียว และเจ้าตัว Bot ของ Search Engine ก็จะเข้าถึงเว็บไซต์ทุกหน้าได้อย่างง่ายดาย</p>
<p>และด้วยความที่ Bot ของ Search Engine เข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายนี่แหละ จึงสามารถรวบรวมหน้าเว็บไซต์ที่สำคัญไปเป็นข้อมูลในการจัดอันดับบนหน้า Google ได้ เป็นมิตรและช่วยเพิ่มคะแนนการทำ SEO ของเว็บไซต์ได้มากขึ้นทีเดียว</p>
<p><strong>นอกจาก XML Sitemap แล้ว ยังมี XML ที่ถูกปรับใช้ให้สามารถรองรับการทำ SEO อีก 3 ประเภทด้วย ดังนี้</strong></p>
<ul>
<li>Image Sitemap สร้างขึ้นเพื่อระบุ URL ของรูปภาพบนเว็บไซต์ ทำให้การค้นหาเว็บไซต์จาก Google Image Search ดีขึ้น</li>
<li>Video Sitemap การทำงานคล้ายกับ Image Sitemap ส่งผลดีต่อ Google Video Search</li>
<li>News Sitemap สนับสนุนข่าวบนเว็บไซต์ให้ขึ้นไปอยู่บนหน้าฟีดข่าวของ Google</li>
</ul>
<p><strong style="font-size: 24px;">เว็บไซต์ไหนเหมาะกับการมี XML Sitemap</strong></p>
<p>เว็บไซต์ที่เหมาะกับการมี XML Sitemap ส่วนใหญ่มักเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนหน้าเว็บปริมาณมาก เว็บไซต์ที่มีข้อมูลเยอะ รวมถึงเว็บไซต์ที่ต้องการทำ SEO ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากต่อเว็บไซต์ประเภทนี้ และหน้าเว็บไซต์ที่ควรอยู่บน Sitemap เช่น หน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้มีผู้เข้าชม, หน้าเว็บไซต์ที่ต้องการจัดอันดับ SEO เป็นต้น</p>
<p>ที่มา <a href="https://papayiw.com/xml-sitemaps-guide/#:~:text=XML%20Sitemap%20%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%20%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%95%E0%B9%8C,%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%95%E0%B9%8C" target="_blank" rel="noopener noreferrer">papayiw</a>, <a href="https://www.makewebeasy.com/blog/xml-sitemap/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">makewebeasy</a></p>
<p>อ่านบทความเกี่ยวกับเว็บไซต์เพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://insawasd.com/blog/">คลิก</a></p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/xml-sitemap-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัลกอริทึม Google จัดอันดับการค้นหาบนหน้าแรกอย่างไร ?</title>
		<link>https://insawasd.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%a1-google/</link>
					<comments>https://insawasd.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%a1-google/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Sep 2020 04:00:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[อัลกอริทึม Google]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2677</guid>

					<description><![CDATA[สงสัยกันใช่ไหมละครับ ว่าปกติแล้ว เวลาที่เราทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์เราไปติดหน้าแรกของ Google เนี่ย อัลกอริทึม Google นั้นมีการประมวลผลในแต่ละอันดับอย่างไร ซึ่งปัจจัยที่นำมาใช้ในการประมวลผลจัดอันดับนั้น มีมากจนนึกไม่ถึงเลยว่า Google จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณามากขนาดนี้ ซึ่งวันนี้ ผมได้รวบรวมการประมวลผลเหล่านั้น มาฝากทุกคนกันครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>สงสัยกันใช่ไหมละครับ ว่าปกติแล้ว เวลาที่เราทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์เราไปติดหน้าแรกของ Google เนี่ย อัลกอริทึม Google นั่นมีการประมวลผลในแต่ละอันดับอย่างไร ซึ่งปัจจัยที่นำมาใช้ในการประมวลผลจัดอันดับนั้น มีมากจนนึกไม่ถึงเลยว่า Google จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณามากขนาดนี้ ซึ่งวันนี้ ผมได้รวบรวมการประมวลผลเหล่านั้น มาฝากทุกคนกันครับ</p>
<h2>การประมวลผลของ อัลกอริทึม Google</h2>
<ol>
<li><strong>อายุของโดเมน</strong> ที่มีระยะเวลาในการจดสั้นจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าโดเมนที่จดมานานแล้ว</li>
<li><strong>คีย์เวิร์ดที่ขึ้นต้นชื่อโดเมน</strong> มีความได้เปรียบกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีคีย์เวิร์ดบนโดเมน</li>
<li><strong>คีย์เวิร์ดในซับโดเมน</strong> สามารถเพิ่มอันดับให้กับเว็บไซต์ได้<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2686 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/คีย์เวิร์ดในซับโดเมน.png" alt="คีย์เวิร์ดในซับโดเมน" width="512" height="164" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/คีย์เวิร์ดในซับโดเมน.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/คีย์เวิร์ดในซับโดเมน-300x96.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li><strong>การใช้โดเมนที่เป็นรหัสต้น ๆ ของประเทศ</strong> เช่น .cn, .pt, .ca) ช่วยจัดอันดับเว็บไซต์ในแต่ละประเทศนั้น ๆ ได้ แต่อาจจำกัดความสามารถในการจัดอันดับทั่วโลก</li>
<li><strong>คีย์เวิร์ดบน Title Tag</strong> แม้หลาย ๆ คนจะมองว่าไม่สำคัญ แต่ก็ยังเป็นปัจจัยที่ใช้ประมวลผล SEO</li>
<li><strong>Title Tag ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่หน้าสุด</strong> เพราะจะส่งผลได้ดีกว่าการที่เอาไปใส่ไว้ด้านหลัง</li>
<li><strong>Google ไม่ได้นำ Meta Tag มาประมวลผลโดยตรง</strong> แต่ Meta Tag ส่งผลต่ออัตราการคลิกผ่านของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอันดับ</li>
<li><strong>H1 ก็ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วยเช่นกัน</strong> เพราะ Google ประมวลผล Title Tag กับ H1 ร่วมกัน โดยดู H1 รองลงมา<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2685 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/H1-ก็ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย.png" alt="H1 ก็ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วยเช่นกัน" width="512" height="278" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/H1-ก็ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/H1-ก็ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย-300x163.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/H1-ก็ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย-455x248.png 455w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li><strong>การที่มีคีย์เวิร์ดหรือเนื้อหาซ้ำไปมาในหน้าเว็บไซต์</strong> ส่งผลเสียให้กับการจัดอันดับ</li>
<li><strong>เนื้อหาที่มีความยาวและครอบคลุมกับคำที่ค้นหา</strong> สามารถทำงานได้ดีกว่าเนื้อหาที่มีเพียงผิวเผิน</li>
<li><strong>สารบัญอ้างอิง</strong>ที่มาช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของคุณได้ดีและจัดประเภทของเว็บไซต์ของคุณได้</li>
<li><strong>ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์</strong> เป็นหนึ่งในปัจจัยของการจัดอันดับ<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2689 size-large" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์-1024x521.jpg" alt="ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์" width="840" height="427" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์-1024x521.jpg 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์-300x153.jpg 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์-768x391.jpg 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์-1536x782.jpg 1536w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์-1405x715.jpg 1405w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์.jpg 1903w" sizes="auto, (max-width: 840px) 100vw, 840px" /></li>
<li><strong>Google ใช้ข้อมูลผู้ใช้ Chrome ในการวัด</strong>ว่าหน้าเว็บไซต์โหลดขึ้นให้ผู้ใช้ใช้งานได้เร็วแค่ไหน</li>
<li><strong>เพิ่มประสิทธิภาพรูปภาพ</strong>ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดไปยังชื่อไฟล์รูปหรือ Alt Tag</li>
<li><strong>การอัปเดตเนื้อหาใหม่ ๆ</strong> เสมอในหน้านั้น ส่งผลต่อการจัดอันดับที่ดีขึ้น</li>
<li><strong>มีคีย์เวิร์ดปรากฏอยู่ในเนื้อหา 100 คำแรก</strong> ทำให้มีโอกาสติดอันดับในหน้าแรก</li>
<li><strong>Outbound Link</strong> ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของหน้าเว็บไซต์นั้น</li>
<li><strong>Outbound Link ที่มากเกินไป</strong> อาจเบี่ยงเบนความสนใจของเนื้อหาหลัก</li>
<li><strong>การสะกดคำหรือไวยากรณ์</strong> บ่งบอกถึงคุณภาพของเว็บไซต์</li>
<li><strong>ไม่ควรคัดลอกเนื้อหามา </strong>ถ้าถูกจับได้ว่าเป็นเนื้อหาที่ถูกคัดลอก จะไม่ได้รับการจัดอันดับ</li>
<li><strong>หน้าเว็บไซต์ต้องรองรับการทำงานในหลาย ๆ อุปกรณ์</strong></li>
<li><strong>การแทรก Internal Link ไว้บนเว็บไซต์</strong> สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์</li>
<li><strong>ลิงก์เว็บไซต์ที่มีปัญหาหรือเสีย</strong> แสดงว่าเว็บไซต์ของคุณถูกละเลย ไม่มีการดูแล</li>
<li><strong>Affiliate Link อาจไม่ส่งผลเสียต่ออันดับ</strong> แต่ Google มีโอกาสจะไปให้ความสำคัญกับลิงก์อื่น ๆ มากกว่า ถ้าหากคุณเป็นเว็บไซต์ที่มีขนาดเล็ก</li>
<li><strong>เนื้อหาบนเว็บไซต์ที่เบสิกและอ่านง่าย</strong> จะทำให้อันดับดีขึ้น<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2687 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/Google-ประเมินการอ่านแบบ-Basic.png" alt="เนื้อหาบนเว็บไซต์ที่เบสิกและอ่านง่าย" width="528" height="92" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/Google-ประเมินการอ่านแบบ-Basic.png 528w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/Google-ประเมินการอ่านแบบ-Basic-300x52.png 300w" sizes="auto, (max-width: 528px) 100vw, 528px" /></li>
<li><strong>HTML ที่ผิดพลาด</strong> อาจทำให้เว็บไซต์ถูกจัดว่ามีคุณภาพต่ำ ส่งผลเสียให้แก่คุณ</li>
<li><strong>โดเมนที่มีความน่าเชื่อถือ</strong>มักได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่า</li>
<li><strong>URL ที่ยาวเกินไป</strong> ส่งผลต่อการมองเห็นของเครื่องมือการค้นหา ยิ่งสั้นยิ่งได้เปรียบ</li>
<li><strong>คีย์เวิร์ดบนลิงก์</strong>เป็นอีกหนึ่งส่วนที่เกี่ยวข้องในการทำ SEO</li>
<li><strong>สัญลักษณ์ในหัวข้อย่อยและจำนวนเลขข้อ</strong> ช่วยให้เนื้อหาของคุณเป็นมิตรกับการอ่านของผู้ใช้มากขึ้น</li>
<li><strong>Google จะไม่ให้คะแนนเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเดิม ๆ</strong> ไม่มีการอัปเดตสิ่งใหม่ โดยเฉพาะเว็บไซต์ขนาดเล็ก</li>
<li><strong>โครงสร้างของเว็บไซต์ที่ดี</strong> ช่วยให้ Google สามารถจัดระเบียบการค้นหาของคุณได้ตามหัวข้อต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ Google เข้าถึงและจัดทำดัชนีหน้าเว็บไซต์ทั้งหมดของคุณได้</li>
<li><strong>หากเว็บไซต์ของคุณหยุดการทำงานเป็นเวลานาน</strong>หรือมีปัญหาเซิร์ฟเวอร์จนส่งผลเสียแก่เว็บไซต์ อาจมีผลให้อันดับของคุณตกหล่นลง</li>
<li><strong>Google ยืนยันว่าใช้ HTTPS</strong> เป็นหนึ่งในการจัดอันดับ<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2688 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/Google-ยืนยันว่าใช้-HTTPS-เป็นหนึ่งในการจัดอันดับ.png" alt="Google ยืนยันว่าใช้ HTTPS" width="512" height="485" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/Google-ยืนยันว่าใช้-HTTPS-เป็นหนึ่งในการจัดอันดับ.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/09/Google-ยืนยันว่าใช้-HTTPS-เป็นหนึ่งในการจัดอันดับ-300x284.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li><strong>ข้อมูลในเมต้าที่ซ้ำกัน</strong>ส่งผลให้อันดับของคุณลดลง</li>
<li><strong>เว็บไซต์ที่ใช้งานยาก</strong> อาจส่งผลให้เกิด Bource Rate</li>
<li><strong>Google Analytics และ Google Search Console</strong> ช่วยปรับปรุงให้เว็บไซต์ของคุณ พร้อมทั้งส่งผลโดยตรงต่อการจัดอันดับด้วยการส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้ Google</li>
<li><strong>รีวิวหรือชื่อเสียง</strong> มีบทบาทสำคัญต่อ อัลกอริทึม Google</li>
<li><strong>PageRank</strong> เป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับ Google</li>
<li><strong>ลิงก์ที่ถูกฝังในเนื้อหา</strong> มักมีประสิทธิภาพมากกว่าลิงก์ที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์เปล่า ๆ</li>
<li><strong>ลิงก์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา</strong>มักมีประสิทธิภาพมากกว่าลิงก์ที่ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ เลย</li>
<li><strong>ลิงก์จากเพจที่ได้รับความน่าเชื่อถือ</strong> มักได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ</li>
<li><strong>ลิงก์ที่มาจาก Wikipedia</strong> มักได้รับความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือในสายตาของเครื่องมือการค้นหา</li>
<li><strong>ลิงก์ที่ได้รับการคลิกมากขึ้นใน CTR</strong> อาจได้รับการเพิ่ม SERP สำหรับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ</li>
<li><strong>เว็บไซต์ที่มีการเข้าชมโดยตรง</strong>โดนการพิมพ์ URL จะถูกจัดว่ามีคุณภาพสูง</li>
<li><strong>เว็บไซต์ที่ได้รับการเข้าชมซ้ำ ๆ</strong> อาจได้รับการเพิ่มอันดับใน Google</li>
<li><strong>หน้าเว็บไซต์ที่ได้รับการ Bookmark</strong> อาจได้รับการพิจารณา</li>
<li><strong>หน้าเว็บไซต์ที่มีความคิดเห็นเยอะ ๆ</strong> แสดงให้เห็นถึงการตอบโต้กับผู้ใช้และคุณภาพผู้ใช้ พร้อมทั้งส่งผลต่อการจัดอันดับ</li>
<li><strong>ผู้ใช้งานถ้าอยู่ในเว็บไซต์คุณยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งดี</strong></li>
<li><strong>Google เลือกเนื้อหาโดยใช้ Featured Snippets</strong> โดยพิจารณาจากความยาวของเนื้อหา, การจัดรูปแบบการใช้งานบนเพจและการใช้งาน HTTP</li>
<li><strong>Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่มี IP Server ภายในและนามสกุลโดเมนเฉพาะประเทศ</strong></li>
<li><strong>เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ใหญ่</strong>จะไม่ปรากฏใน Safe Search</li>
<li><strong>ผู้ใช้งานที่ค้นหาชื่อแบรนด์ของคุณ</strong> ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดหลัก Google อาจเพิ่มการจัดอันดับให้คุณ</li>
<li><strong>เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคุณภาพต่ำ</strong> จะถูกมองเห็นได้น้อย หลังจากที่พิจารณาจากอัลกอริทึมแพนด้า</li>
<li><strong>การแอบเปลี่ยนเส้นทางของลิงก์</strong> อาจไม่ถูกพิจารณา</li>
<li><strong>Pop-up หรือโฆษณาที่ก่อเกิดความน่ารำคาญ</strong> ทำให้เว็บไซต์ของคุณได้รับคุณภาพต่ำ</li>
<li><strong>Google จะมีการลงโทษเว็บไซต์ที่มีความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพมากเกินไป</strong></li>
<li><strong>การโฆษณาครึ่งหน้าเว็บไซต์</strong>ไม่ได้ส่งผลที่ดี</li>
<li><strong>ถ้าเว็บไซต์ถูกแฮ็ก</strong> อาจทำให้คุณหลุดจากหน้าการค้นหา</li>
<li><strong>Google Sandbox</strong> ทำหน้าที่จำกัดการมองเห็นชั่วคราว</li>
</ol>
<p>นี่เป็นเพียงหลักเกณฑ์ที่ผมรวบรวมเกี่ยวกับ อัลกอริทึม Google ที่ถูกนำไปพิจารณาเพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ บางข้อหลาย ๆ คนคงรู้อยู่แล้ว แต่บางข้อก็ยังไม่รู้ นอกจากนี้ ยังมีอัลกอริทึม ที่กูลเกิลนำเข้ามาใช้พิจารณาผลการจัดอันดับด้วยอีก 9 แบบ โดยมีดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<li><strong>Panda Algorithm</strong><br />
เป็นอัลกอริทึมที่ใช้ตรวจวัดและจัดอันดับของเว็บไซต์ โดยจะเน้นไปที่เนื้อหาซะส่วนใหญ่ ทำการลดอันดับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่ไม่มีคุณภาพ, เนื้อหาที่โดนสแปม, เนื้อหาที่ลอกเว็บไซต์อื่น และเนื้อหาที่น้อยเกินไป</li>
<li><strong>Penguin Algorithm</strong><br />
เป็นอัลกอริทึมที่มีไว้ตรวจสอบการเชื่อมโยงกับ BackLink จากเว็บไซต์ภายนอกที่ถูกมองว่าเป็นสแปม โดยมีการทำงานแบบเรียลไทม์ พิจารณาเว็บไซต์ที่มีการเชื่อมโยงลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพ ให้ถูกลดอันดับลงได้</li>
<li><strong>Pirate Algorithm</strong><br />
เป็นอัลกอริทึมที่ตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น เพลง, ภาพยนตร์, บทความ</li>
<li><strong>Hummingbird</strong><br />
เป็นอัลกอริทึมที่นำเสนอเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับคำที่ผู้ใช้งานค้นหา แทนที่จะโฟกัสแค่ Keyword เพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งประมวลผลสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหาไปจนถึงความหมายของคำ ๆ นั้น เพื่อให้ผลการค้นหาออกมาถูกตามต้องการ</li>
<li><strong>Pigeon</strong><br />
เป็นอัลกอริทึมที่คำนึงผลการค้นหาจากเว็บไซต์ท้องถิ่น โดยยึดตำแหน่งของผู้ค้นหาเป็นหลัก หากเว็บไซต์ของคุณไม่มีการระบุถึงที่อยู่ เบอร์โทรหรือไม่มีการอ้างอิงท้องถิ่นนั้น อาจทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ถูกแสดงในหน้าผลการค้นหา</li>
<li><strong>Mobile Friendly Update</strong><br />
เป็นอัลกอริทึมที่ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณสามารถรองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือไม่ ถ้ายิ่งเว็บไซต์ของคุณออกแบบมาให้รองรับได้ทุกอุปกรณ์ ผลการจัดอันดับของคุณก็จะขึ้นไปอยู่ยังหน้าแรก ๆ ได้</li>
<li><strong>RankBrain</strong><br />
เป็นอัลกอริทึมที่นำระบบ Machine Leaning เข้ามาใช้ในการประมวลผลการค้นหาให้ดีขึ้น ตอบสนองผลการค้นหาของผู้ใช้งานได้</li>
<li><strong>Possom</strong><br />
เป็นอัลกอริทึมที่กรองการจัดอันดับในท้องถิ่น ยิ่งถ้าผู้ค้นหาอยู่ใกล้กับธุรกิจนั้น ๆ มากเท่าไหร่ ก็มีสิทธิ์ที่จะค้นหาธุรกิจนั้นเจอได้ง่ายกว่าธุรกิจอื่น ๆ</li>
<li><strong>Fred</strong><br />
เป็นอัลกอริทึมที่กรองผลการค้นหาที่หวังประโยชน์เพียงอย่างเดียว เช่น ต้องการสร้างรายได้โฆษณา, สร้างรายได้จาก Affiliate เป็นต้น</li>
</ol>
<p>อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมหวังว่าข้อมูลที่ผมรวบรวมมา จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านสำหรับการไปทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของผู้อ่านทุกคน ครั้งหน้า ผมจะมีความรู้หรือข้อมูลดี ๆ อะไรมาฝากอีก รอติดตามกันได้ครับ</p>
<p>ที่มา <a href="https://backlinko.com/google-ranking-factors" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://backlinko.com/google-ranking-factors</a><br />
<a href="https://www.google.com/search/howsearchworks" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://www.google.com/search/howsearchworks</a><br />
<a href="https://papayiw.com/google-algorithm-seo" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://papayiw.com/google-algorithm-seo</a></p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%a1-google/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทคนิคทำ Facebook seo ให้ติด หน้าแรกของ Google</title>
		<link>https://insawasd.com/facebook-seo/</link>
					<comments>https://insawasd.com/facebook-seo/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Aug 2018 11:13:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://digivice.me/?p=2472</guid>

					<description><![CDATA[ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเลยว่าพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะหันมาเปิดร้านขายสินค้า ใน Facebook Fanpage เป็นจำนวนมาก เพราะในยุคปัจจุบันผู้คนจะเริ่มหาซื้อสิ้นค้าผ่านทาง Online มากกว่าการไปเดินซื้อตามตลาด หรือห้างต่างๆ เพราะสะดวกและง่ายต่อการเลือกซื้อ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="ba-empty-space " style=""><div class="ba_empty_space_lg"  style="height: 60px"></div><div class="ba_empty_space_md"  style="height: 40px"></div><div class="ba_empty_space_xs"  style="height: 40px"></div></div></div></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเลยว่าพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะหันมาเปิดร้านขายสินค้า ในFacebook Fanpage เป็นจำนวนมาก เพราะผู้คนจะเริ่มหาซื้อสิ้นค้าผ่านทาง Online มากกว่าการไปเดินซื้อตามตลาดหรือห้างต่าง ๆ เพราะสะดวกและง่ายต่อการเลือกซื้อ ดังนั้นการทำSEO บนFacebook Fanpage ของเราให้ติดหน้าแรกของ Google จึงเป็นอีกอย่างที่สำคัญมากสำหรับร้านค้าออนไลน์ ซึ่งมี เทคนิคทำ Facebook seo มาฝากกัน<span id="more-2472"></span></p>
<h2><strong>เทคนิคทำ Facebook seo ให้ติดหน้าการค้นหาของ Google ง่าย ๆ ดังนี้เลย</strong></h2>
<h3><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2591 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2018/08/shutterstock_685119742.jpg" alt="เทคนิคทำ Facebook seo" width="1000" height="698" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2018/08/shutterstock_685119742.jpg 1000w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2018/08/shutterstock_685119742-300x209.jpg 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2018/08/shutterstock_685119742-768x536.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></h3>
<h3>1. ให้เราเอา Keyword ที่จะใช้มาตั้งเป็นชื่อของ Facebook Fanpage และ Username ได้เลย</h3>
<p>การนำเอา Keyword มาใช้เป็นชื่อของ Facebook Fanpage นั้นจะเป็นตัวช่วยให้การค้นหาใน Google ได้เป็นอย่างดี เช่น หากคุณขายตุ๊กตาหมีพูห์ Keyword ที่สำคัญของคุณคือ ตุ๊กตาหมีพูห์ เมื่อตั้งชื่อ Facebook Fanpage และ Username ให้ใช้เป็นชื่อเดียวกัน เช่น ตุ๊กตาหมีพูห์ เมื่อตั้งชื่อ Facebook Fanpage ก็อาจจะตั้งเป็น ตุ๊กตาหมีพูห์ ราคาถูก แบบนี้ก็สามารถช่วยให้ Google ค้นหาร้านของคุณได้ง่ายขึ้น</p>
<h3>2. การเลือกหมวดหมู่ให้ถูกต้อง</h3>
<p>เมื่อเราได้ทำการสร้าง Facebook Fanpage ขึ้นแล้ว สิ่งที่สำคัญเลยคือการเลือกหมวดหมู่ให้ถูกต้อง เช่น ถ้าหากเป็นร้านค้าให้เลือก Local Business or Place หรือถ้าเป็นแบรนด์สินค้าก็ให้เลือก Brand or Product เป็นต้น เพราะการเลือกหมวดหมู่แต่ละหมวดจะมีเงื่อนไขการค้นหาที่แตกต่างกัน</p>
<h3>3. การเติม Tag</h3>
<p>การเติม Tag ลงในโพสต์ ก็เป็นอีกอย่างที่สำคัญเช่นกัน เนื่องจากระบบการค้นหาภาพหรือเรื่องราวต่าง ๆ ของ Google และ Facebook จะมีการค้นหาจาก Tag ที่เราเพิ่มเติมลงไปในแต่ละคำ ดังนั้นในการโพสต์ขายสินค้า การเติม Tag ลงในชื่นสินค้า หรือประเภทสินค้า ก็จะเป็นตัวช่วยที่ดีอีกทางในการมี่จะทำให้ผู้คนสามารถค้นหา เจอโพสต์และร้านค้าออนไลน์ของเราได้ง่ายขึ้น</p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="ba-empty-space " style=""><div class="ba_empty_space_lg"  style="height: 70px"></div><div class="ba_empty_space_md"  style="height: 50px"></div><div class="ba_empty_space_xs"  style="height: 40px"></div></div>
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center wpb_content_element">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="704" height="528" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/04/facebook-like.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="facebook-like" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/04/facebook-like.jpg 704w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/04/facebook-like-300x225.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 704px) 100vw, 704px" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="ba-empty-space " style=""><div class="ba_empty_space_lg"  style="height: 65px"></div><div class="ba_empty_space_md"  style="height: 50px"></div><div class="ba_empty_space_xs"  style="height: 40px"></div></div></div></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3>4. โปรโมชันที่ดึงดูด</h3>
<p>สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่เพิ่งเปิดใหม่ ควรจะหาวิธีที่จะทำให้คนสนใจและกดไลก์ กดติดตาม ให้มากที่สุด การคิดโปรโมชันเป็นวิธีที่ควรจะใช้เพื่อดึงดูดผู้คนเข้ามากดไลก์และชื้อสิ้นค้าของเราได้ง่ายที่สุด ยิ่งโปรโมชันมีความน่าสนใจมากคนก็จะให้ความสนใจมากเช่นกัน และการมีจำนวนการกดไลก์ กดติดตามเพจที่มากขึ้นเรื่อง ย่อมจะเป็นภาษีที่ดีเพราะระบบการค้นหาใน Face นั้น จะตรวจจับแฟนเพจที่มีไลก์เป็นจำนวนมากก่อนเพจที่มีไลก์น้อยกว่าเสมอ</p>
<p>เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับ เทคนิคทำ Facebook seo ไม่อยากเลยใช่ไหมครับ เพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังสนใจจะสร้างFacebook Fanpage ขอแนะนำให้นำเทคนิคนี้ไปใช้ได้เลยครับ และอย่าลืมให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมบนFacebook Fanpage ของเราบ่อย ๆ นะครับ เพราะยิ่งมียอดไลก์ ยอดคอมเมนต์ และยอดแชร์ เยอะเท่ามากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ร้านค้าออนไลน์ ของเราเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นนะครับ</p>
<p>อ่านบทความเกี่ยวกับเว็บไซต์เพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://insawasd.com/blog/">คลิก</a></p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="ba-empty-space " style=""><div class="ba_empty_space_lg"  style="height: 10px"></div><div class="ba_empty_space_md"  style="height: 10px"></div><div class="ba_empty_space_xs"  style="height: 10px"></div></div></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/facebook-seo/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
