<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>CTA &#8211; Insawasd</title>
	<atom:link href="https://insawasd.com/tag/cta/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://insawasd.com</link>
	<description>Wongsathorn Insawasd</description>
	<lastBuildDate>Wed, 14 Aug 2024 07:58:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.11</generator>

<image>
	<url>https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/04/fav-icon-150x150.png</url>
	<title>CTA &#8211; Insawasd</title>
	<link>https://insawasd.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อยากให้ User อยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น ทำอย่างไร?</title>
		<link>https://insawasd.com/users-stay-on-the-website-long-time/</link>
					<comments>https://insawasd.com/users-stay-on-the-website-long-time/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Mar 2022 11:35:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Call to Action]]></category>
		<category><![CDATA[CTA]]></category>
		<category><![CDATA[Gooogle Search Console]]></category>
		<category><![CDATA[Sitemap]]></category>
		<category><![CDATA[User อยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=3048</guid>

					<description><![CDATA[พฤติกรรมของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก เรียกว่าแทบจะเปลี่ยนไปทุกชั่วโมง เลย จนบางทีเราที่เป็นคนพัฒนาเว็บไซต์จำเป็นต้องจับให้ได้ ไล่ให้ทัน ปรับเปลี่ยนตามตลอดเวลา บางทียอดผู้ใช้งานบนเว็บไซต์บางเดือนตก บางเดือนขึ้น Bounce rate ไม่ดีเลย ดังนั้น ถ้าอยากให้ User อยู่บนเว็บไซต์ให้นานขึ้น จะมีปัจจัยอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไร วันนี้ผมได้รวบรวมวิธีที่จะทำให้ User อยู่บนเว็บไซต์ให้นานขึ้น เป็นวิธีที่ผมทำแล้วได้ผลลัพธ์ดีขึ้น มาฝากกันครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>พฤติกรรมของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก เรียกว่าแทบจะเปลี่ยนไปทุกชั่วโมงเลย จนบางทีเราที่เป็นคนพัฒนาเว็บไซต์จำเป็นต้องจับให้ได้ ไล่ให้ทัน ปรับเปลี่ยนตามตลอดเวลา บางทียอดผู้ใช้งานบนเว็บไซต์บางเดือนตก บางเดือนขึ้น Bounce rate ไม่ดีเลย ดังนั้น ถ้าอยากให้ User อยู่บนเว็บไซต์ให้นานขึ้น จะมีปัจจัยอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไร วันนี้ผมได้รวบรวมวิธีที่จะทำให้ User อยู่บนเว็บไซต์ให้นานขึ้น เป็นวิธีที่ผมทำแล้วได้ผลลัพธ์ดีขึ้น มาฝากกันครับ</p>
<h2>หัวข้อและเนื้อหา ควรไปในทางเดียวกัน</h2>
<p>มีหลายบทความครับ ที่อยากจะดึงดูดคนให้คลิกเข้ามาในหน้าบทความนั้นเยอะ ๆ โดยไม่ได้คำนึงว่า เนื้อหาในบทความจะดีมากน้อยเพียงใด ตรงกับหัวข้อที่ตั้งไว้หรือเปล่า จริง ๆ อยากแค่ให้หัวข้อนั้นดูว้าว เพื่อให้คนคลิกแค่นั้นพอ แต่อย่าลืมนะครับว่า <strong>ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ search google ก็เพื่อต้องการได้คำตอบในเรื่องที่เขาต้องการ</strong> ถ้าเกิดว่าเขาค้นหาแล้วเจอเรื่องที่เขาต้องการแล้ว แต่พอคลิกเข้ามา เนื้อหากลับไม่ตรงกับสิ่งที่เขาอยากจะรู้ ก็มีโอกาสไม่น้อย ที่ผู้ใช้งานจะคลิกปิดหน้าเว็บไปในทันที</p>
<p>นอกจากหัวข้อและเนื้อหาที่ควรไปในทางเดียวกันแล้ว ตัวเนื้อหาเอง ก็ต้องสามารถฮุกผู้อ่านให้รู้สึกอยากอ่านและอยากติดตามเนื้อหาบทความของคุณไปจนจบด้วยเช่นกัน ดังนั้น ทั้งหัวข้อและเนื้อหาควรไปในทางเดียวกัน และทำให้ผู้อ่านรู้สึกอยากอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ</p>
<h2>เพิ่มจำนวนบทความที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น</h2>
<p>การทดสอบของ <a href="https://www.searchpilot.com/" target="_blank" rel="nofollow noopener sponsored">SearchPilot</a> ออกมารายงานว่า หากเพิ่มบทความที่เกี่ยวข้องเข้าไปยังส่วนท้ายของบทความนั้น จากเดิมที่มีเท่าไหร่ ให้เพิ่มอีกเท่านึง จะทำให้ Organic Traffic ของบทความนั้นดีขึ้นได้ มากถึง 11% ยกตัวอย่างเช่น สมมติตอนนี้บทความหลักของเรามีบทความที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 บทความ หากเราเพิ่มเป็น 4 บทความของเราจะมี Organic Traffic ดีขึ้นอย่างแน่นอน</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-3062 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup.webp" alt="เพิ่มจำนวนบทความที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น" width="1218" height="762" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup.webp 1218w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup-300x188.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup-1024x641.webp 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup-768x480.webp 768w" sizes="(max-width: 1218px) 100vw, 1218px" /></p>
<p>จริง ๆ ผมว่าก็คล้ายกับการทำ Topic Cluster นะครับ เพราะถ้าบทความแต่ละตัว สามารถลิงก์เข้าหากัน เข้าบทความนึง ก็เจออีกบทความนึง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ผู้อ่านสนใจอยู่แล้ว อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างจริงจัง มีโอกาสที่เขาจะยังอยู่ในหน้าเว็บไซต์ เพื่อคลิกอ่านหน้าต่อ ๆ ไปได้เลยครับ</p>
<h2>CTA ที่ดึงดูด ให้ผู้ใช้งานกดไปต่อ</h2>
<p>อีกหนึ่งเทคนิคที่เราใช้กันบ่อย ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออยู่บนเว็บไซต์ไปนาน ๆ นั่นก็คือการทำ <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> แทรกไว้ ไม่ว่าจะบนหน้าเว็บไซต์หน้าแรก หรือด้านในบทความ ซึ่งผู้ใช้งานเมื่อคลิกที่ <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> ก็จะเข้าไปสู่หน้า <a href="https://insawasd.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-landing-page-%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%86/">Landing Page</a> ที่เราแนบลิงก์ไว้กับตัว <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> นั่นเอง แต่การที่จะทำให้ผู้ใช้งานคลิกนั้น ต้องสร้าง <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> ที่ดูน่าดึงดูด ดูน่าสนใจ และให้ผู้ใช้งานเห็นว่าถ้าคลิกแล้ว เขาจะได้อะไรที่เขาต้องการไหม</p>
<p>เว็บไซต์ทั่วไปส่วนใหญ่สร้างตัว <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> ขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า ซึ่งรูปแบบของ <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> อาจจะเป็นการให้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์หรือแจกให้ดาวน์โหลด E-Book โดยต้องกรอกข้อมูลก่อน หรือบางทีอาจจะเป็นปุ่มเพื่อให้คลิกไปยังหน้า <a href="https://insawasd.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-landing-page-%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%86/">Landing Page</a> ที่เสนอโปรโมชั่นหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถอยู่บนเว็บได้นานขึ้นด้วยครับ</p>
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="JUSXsZ6XgD"><p>
<a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">สร้าง Call to Action อย่างไร? ให้ดึงดูดผู้ชมมากที่สุด</a>
</p></blockquote>
<p><iframe class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;สร้าง Call to Action อย่างไร? ให้ดึงดูดผู้ชมมากที่สุด&#8221; &#8212; Insawasd" src="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/embed/#?secret=4lUI8sIYtX#?secret=JUSXsZ6XgD" data-secret="JUSXsZ6XgD" width="600" height="338" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></p>
<h2>อย่าเอาตัวเองเป็นใหญ่ ให้คำนึงถึงพฤติกรรมผู้ใช้งานให้มาก ๆ</h2>
<p>นักพัฒนาบางรายมักมองการใช้งานโดยคำนึงตัวเองเป็นใหญ่ ยิ่งนักพัฒนาที่ทำเว็บไซต์ด้วยตัวคนเดียวโดด ๆ ไม่ได้มีทีมหรือคนที่ทำหน้าที่เพื่อดูแลฝั่งผู้ใช้งานโดยตรง มักมองข้ามและพลาดในจุด ๆ ที่ผู้ใช้งานต้องการ ดังนั้น ลองศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานให้มาก ๆ ว่าเขาต้องการอะไร อยากได้อะไร อะไรที่ง่ายและสะดวกกับเขามากที่สุด</p>
<p>หลัก ๆ แล้ว ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ต้องการอะไรที่ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนครับ แค่เพียงปรับเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เข้าใจง่าย ต้องเร็ว Page Speed ต้องดีเยี่ยม และที่สำคัญ ผู้ใช้งานในปัจจุบันส่วนใหญ่เข้าใช้งานเว็บไซต์ผ่านมือถือกันเกิน 80% การสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาให้รองรับผู้ใช้ที่เข้าใช้งานผ่านอุปกรณ์มือถือหรือการทำ Mobile Friendly จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องนึกถึงเลยครับ</p>
<h2>Redesign เว็บไซต์ ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน</h2>
<p>ผู้ใช้งานหลายต่อหลายราย เป็นกลุ่มที่ต้องการความง่าย อะไรที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด ก็จะต้องการแบบนั้น การทำให้เว็บไซต์ของเราใช้งานง่าย สะดวกต่อผู้ใช้ เป็นอะไรที่จำเป็นมากสำหรับผู้ใช้งานในปัจจุบันนี้ และที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือ การ Redesign เว็บไซต์ให้ดูสวย น่าใช้งาน ตามเทรนด์ ตามสมัย และที่สำคัญคือ <strong>หน้าตาเว็บไซต์ของเราไม่ควรจะรก หรือมีป๊อบอัพอะไรเด้งขึ้นมาให้เกะกะ</strong> ให้รกตา หรือผู้ใช้งานต้องมาคอยกดปิดทีละป๊อบอัพ สู้เขาไปเปิดเว็บไซต์ที่คล้าย ๆ กัน แต่ไม่ต้องมาเสียเวลาปิดเปิดแบบนี้ สำหรับผู้ใช้งานแล้ว คงเป็นเรื่องที่ดีกว่า</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3064" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน.jpg" alt="Redesign เว็บไซต์ ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน" width="1280" height="853" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน.jpg 1280w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน-300x200.jpg 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน-1024x682.jpg 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p>ผมมองว่าในปัจจุบัน เว็บไซต์ที่มีการออกแบบและดีไซน์ให้ดูสวยงามและใช้งานง่าย มักเป็นเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานชื่นชอบ ยิ่งมีเมนูน้อย ๆ ดูคลีน แค่เข้าเว็บไซต์ก็สามารถเข้าถึงเมนูที่ต้องการ ไม่ซับซ้อนมากมาย เท่านี้ ผู้ใช้งานก็จะใช้งานเว็บไซต์นานขึ้นได้เลยครับ</p>
<h2>ห้ามลืม Search Bar เด็ดขาด</h2>
<p>รู้ไหมครับ ผู้ใช้งานบางราย ถึงแม้ว่าเขาจะหาสิ่งที่เขาต้องการเจอบนเว็บไซต์ของเราแล้ว เขาก็ยังมีความอยากรู้ อยากได้คำตอบอีกต่อไปเรื่อย ๆ เช่นกัน แถบ Search Bar เป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่ตอบสนองความอยากรู้ของผู้ใช้งานได้ ผู้ใช้งานสามารถค้นหาสิ่งที่เขาอยากรู้เพิ่มเติมได้บนเว็บไซต์ได้อีกเรื่อย ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3065" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด.webp" alt="ห้ามลืม Search Bar เด็ดขาด" width="1280" height="449" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด.webp 1280w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด-300x105.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด-1024x359.webp 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด-768x269.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p>บางเว็บไซต์มีการทำแถบ Search Bar ที่สามารถค้นหาได้ทั้งบนเว็บไซต์ของตัวเองและบน Google ถ้าให้ผมแนะนำล่ะก็ ผมแนะนำว่าให้ทำ Search Bar แค่บนเว็บไซต์ และเราพยายามผลิตคอนเทนต์หรือบทความที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เท่านี้ ผู้ใช้งานเหล่านั้นก็จะอยู่แต่บนเว็บไซต์เรา ไม่หนีออกจากเว็บไซต์ไปแน่ ๆ ครับ</p>
<h2>ตรวจเช็กเป็นประจำว่ามี Error หรือหน้า 404 เกิดขึ้นไหม</h2>
<p>ปัญหาหนักใหญ่สุดเลยที่ทำให้ผู้ใช้งานหนีออกไปจากเว็บไซต์ของคุณบ่อย ๆ คือการที่เว็บไซต์ของคุณล่มหรือมี Error นั่นเอง ปัญหาเหล่านี้นี่แหละที่สร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับผู้ใช้งาน ยิ่งถ้าเกิดปัญหานี้บ่อย ๆ ในเดือนนึง Bounce rate ของเว็บไซต์ของคุณอาจเพิ่มสูงขึ้นก็ได้</p>
<p>เรื่องปัญหาเว็บ Error แบบนี้ผมว่าเป็นปัญหาต้น ๆ ที่ทำให้ผู้ใช้งานออกจากเว็บไซต์อย่างรวดเร็วได้เลยครับ เพราะว่าเมื่อเข้ามาหน้านึงแล้วเห็นว่า อ่าว! หน้านี้ Error หน้าอื่น ๆ ก็คงเหมือนกัน แล้วเลือกที่จะออกจากเว็บไซต์ไปทันที</p>
<p>ผมแนะนำนะครับว่า ให้มีการติดตั้ง Sitemap ของคุณบน Gooogle Search Console เพราะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และช่วยติดตามผลลัพธ์ของการทำ Sitemap ได้ดีที่สุด เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถติดตามและพัฒนาเว็บไซต์เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้งานได้มากขึ้นแล้วครับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3069" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console.png" alt="ติดตั้ง Sitemap ของคุณบน Gooogle Search Console" width="1271" height="609" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console.png 1271w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console-300x144.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console-1024x491.png 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console-768x368.png 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console-570x272.png 570w" sizes="auto, (max-width: 1271px) 100vw, 1271px" /></p>
<p>นี่เป็นวิธีที่ช่วยให้ User อยู่บนเว็บไซต์ได้นานขึ้น เพียงไม่กี่วิธีที่ผมลองมาแล้วว่าได้ผลถึงจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ผมว่าผลลัพธ์ก็ดีขึ้นมาในระดับนึงเลยครับ ผู้อ่านทุกท่านสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับเว็บไซต์ดูครับ ได้ผลอย่างไรหรือใครมีวิธีอื่น ๆ อยากมาแชร์ แชร์ได้เลยครับ บทความหน้าผมจะมีวิธีหรือเทคนิคดี ๆ ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดีขึ้นได้อย่างไร รอติดตามได้ครับ</p>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_raw_code wpb_raw_js" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<script>
  jQuery(document).ready(function( $ ){
    $('.wp-embedded-content').attr(
      'width', '100%'
    )
  });
</script>
		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/users-stay-on-the-website-long-time/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สร้าง Call to Action อย่างไร? ให้ดึงดูดผู้ชมมากที่สุด</title>
		<link>https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/</link>
					<comments>https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2021 04:16:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Call to Action]]></category>
		<category><![CDATA[CTA]]></category>
		<category><![CDATA[Landing Page]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2783</guid>

					<description><![CDATA[ปกติแล้ว เวลาที่ธุรกิจสร้างแคมเปญการตลาด นอกจากการโปรโมทแคมเปญนั้น ๆ สิ่งที่ธุรกิจต้องการคืออยากให้ผู้ที่พบเห็นหรือผู้ที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้า กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อแคมเปญหรือธุรกิจของตัวเอง Call to Action เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่จะช่วยตอบสนองความต้องการทั้งในฝั่งของลูกค้าเองและฝั่งของตัวธุรกิจเอง วันนี้ ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับเครื่องมือตัวนี้ว่ามันคืออะไร ใช้งานอย่างไร และมีประโยชน์ต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มาดูกันครับ…]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>ปกติแล้ว เวลาที่ธุรกิจสร้างแคมเปญการตลาด นอกจากการโปรโมทแคมเปญนั้น ๆ สิ่งที่ธุรกิจต้องการคืออยากให้ผู้ที่พบเห็นหรือผู้ที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้า กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อแคมเปญหรือธุรกิจของตัวเอง Call to Action เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่จะช่วยตอบสนองความต้องการทั้งในฝั่งของลูกค้าเองและฝั่งของตัวธุรกิจเอง วันนี้ ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับเครื่องมือตัวนี้ว่ามันคืออะไร ใช้งานอย่างไร และมีประโยชน์ต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มาดูกันครับ…</p>
<p><strong>Call to Action คืออะไร</strong></p>
<p>Call to Action คือการกระตุ้นให้ตัดสินใจหรือให้ผู้ที่พบเห็นตอบสนองกับอะไรบางอย่าง โดยปกติจะถูกนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนจากผู้ชมทั่วไปให้กลายมาเป็นลูกค้า ปุ่มเหล่านั้นจะมีจุดประสงค์ต่างกันไปตามแคมเปญการตลาด ยกตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>ซื้อสินค้าหรือบริการ</li>
<li>ดาวน์โหลด E-Book</li>
<li>ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร</li>
<li>แชร์บทความลงโซเชียล</li>
</ul>
<p>ซึ่งปกติเวลาที่ทำแคมเปญเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้คำที่เชิญชวนและน่าสนใจ ปุ่มจะต้องดูโดดเด่น จนผู้ใช้งานอยากคลิก โดยทั่วไปแล้ว Call to Action จะปรากฏอยู่ตามที่ต่าง ๆ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>ปุ่มบนหน้าเว็บไซต์</strong><br />
เป็นตำแหน่งที่ผู้ชมเว็บไซต์จะเห็นได้บ่อยที่สุด โดยปกตินักออกแบบเว็บไซต์ มักออกแบบและวางปุ่มไว้ในตำแหน่งที่ผู้เข้าชมเข้ามาแล้วจะพบเห็นได้ทันที</li>
<li><strong>ปุ่มแคมเปญหรือป๊อบอัพเว็บไซต์</strong><br />
เมื่อคุณรันแคมเปญหรือสร้างป๊อบอัพบนหน้าเว็บไซต์ ต้องสั้นและกระชับ สามารถโน้มน้าวใจผู้ชมได้ทันทีที่เห็น ดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้ชมรับรู้ได้ทันทีว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากการคลิก</li>
<li><strong>Anchor ใน Blog</strong><br />
ปกติในบล็อกหรือบทความมักมีการแฝงลิงก์เข้าไปใน Text หรือประโยคใดประโยคหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นการเชิญชวนให้ไปอ่านบทความอื่น ๆ ต่อ หรือเป็นบทความที่เกี่ยวกับบริการของธุรกิจ และเขียนลงท้ายให้ผู้อ่านคลิกเข้าไปเพื่อใช้บริการก็ได้เหมือนกัน</li>
<li><strong>ปุ่มในอีเมล</strong><br />
รู้ไหม ? ว่าคุณสามารถใส่ Call to Action เข้าไปยัง Email Marketing ได้ เพื่อเชิญชวนให้ผู้ที่ได้รับอีเมลเหล่านั้น สามารถออกแบบให้สวยงามเหมือนหน้าเว็บไซต์ได้เช่นกัน</li>
<li><strong>แคปชันโพสต์บน Social Media</strong><br />
หากโซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของธุรกิจคุณ คุณจะรู้ได้ทันทีว่าคำกระตุ้นต่าง ๆ นั้นส่งผลต่อโพสต์บนโซเชียลมีเดียนั้นมากแค่ไหน พยายามเขียนให้ผู้ชมรู้ทันทีว่าพวกเขาควรทำอะไรต่อไป</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ประโยชน์ของ Call to Action</strong></p>
<p>สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงรับรู้ได้หมดแล้วว่าปุ่ม Call to Action นั้นสำคัญแค่ไหน ไม่เพียงแต่เป็นปุ่มที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ชม แต่สามารถเปลี่ยนผู้ชมที่ผ่านไปผ่านมาบนหน้าเว็บไซต์ ให้กลายมาเป็นลูกค้าของคุณได้ทันทีด้วยปุ่มเดียว เรียกได้ว่ามีประโยชน์และมีความสำคัญต่อธุรกิจที่กำลังทำแคมเปญการตลาดหรือธุรกิจที่ต้องการทำ CRM ลูกค้าได้ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว</p>
<h2>สร้าง Call to Action อย่างไรให้น่าสนใจ</h2>
<ol>
<li><strong>ใช้คำที่บอกชัดว่าต้องทำอะไร</strong><br />
การกระตุ้นที่ดี คือการใช้คำที่บอกว่าเขาต้องทำอะไรอย่างชัดเจน เช่น เข้าร่วม Webinar วันนี้ เป็นต้น เพื่อให้เกิดการคลิกในทันที อย่างที่หลายคนบอก พลังของการใช้คำนั้นมีค่ามาก ๆ หากใช้คำที่ดี จะยิ่งกระตุ้นให้อยากคลิกมากกว่าเดิมแน่นอน</li>
<li><strong>โฟกัสที่ Value</strong><br />
ปุ่ม Call to Action บางปุ่มนั้นมุ่งไปที่ส่งที่นำเสนอหรือส่งที่ผู้ชมจะได้ ด้วยการเพิ่มคำว่า “ฟรี” หรือ “ส่วนพิเศษ” ซึ่งจะดึงดูดการคลิกได้ดี แถมยังเพิ่ม Conversion ให้คุณด้วย</li>
<li><strong>เพิ่มความอยากรู้หรือความคาดหวัง</strong><br />
ส่วนใหญ่แล้ว การเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นหรือความคาดหวังให้กับผู้ชม ก่อนที่จะคลิก มักจะได้ผลดี โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการให้ผู้ชมร่วมเล่นเกม เสนอโปรโมชันให้กับผู้ชม เพื่อให้ความอยากรู้และกระทำสิ่งที่คุณต้องการ</li>
<li><strong>ออกแบบ CTA ให้โดดเด่น</strong><br />
การออกแบบปุ่ม CTA ให้ดูโดดเด่นทำได้ไม่ยาก นอกจากการทำให้ใหญ่และเห็นเด่นชัด การเล่นสีก็สำคัญเช่นกัน ปกติหน้าเว็บไซต์ที่มีปุ่มนี้อยู่ ในส่วนนั้นมักจะออกแบบให้พื้นหลังมีสีขาว และเล่นสีกับปุ่ม เพื่อให้ดูโดดเด่นขึ้นมาจากหน้าเว็บไซต์</li>
<li><strong>อย่าลืมทดสอบปุ่ม CTA</strong><br />
บางครั้งการออกแบบและใช้คำดึงดูดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากคุณต้องการที่จะดูด้วยว่า ปุ่มนั้นทำงานแล้วได้ผลลัพธ์อย่างไร ลองทำทดสอบ A/B ของแต่ละปุ่ม ว่าปุ่มไหนทำงานออกมาได้ดีกว่ากัน หลังจากนั้นค่อยเลือกมาใช้เป็นปุ่มหลักที่คุณต้องการ</li>
</ol>
<p>เพียงเท่านี้ คุณก็ได้รู้จักกับ Call to Action รวมถึงเทคนิคในการสร้างให้ดึงดูดผู้ชมกันแล้วใช่ไหมครับ? หวังว่าจะนำไปปรับใช้กับเว็บไซต์ของคุณได้ ในบทความหน้า ผมจะนำสาระน่ารู้หรือเรื่องที่น่าสนใจใด ๆ มาฝากอย่าลืมติดตามกันนะครับ</p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
