<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Digital Marketing &#8211; Insawasd</title>
	<atom:link href="https://insawasd.com/category/digital-marketing/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://insawasd.com</link>
	<description>Wongsathorn Insawasd</description>
	<lastBuildDate>Wed, 14 Aug 2024 07:58:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.8</generator>

<image>
	<url>https://insawasd.com/wp-content/uploads/2020/04/fav-icon-150x150.png</url>
	<title>Digital Marketing &#8211; Insawasd</title>
	<link>https://insawasd.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ราคาและรีวิวบน Schema ในหน้าสินค้า ส่งผลต่อ SEO อย่างไร?</title>
		<link>https://insawasd.com/impact-on-seo-performance-of-price-and-review-schema/</link>
					<comments>https://insawasd.com/impact-on-seo-performance-of-price-and-review-schema/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 May 2022 18:13:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[E-Commerce]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[Schema]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=3116</guid>

					<description><![CDATA[รู้หรือไม่ครับ ว่าการทำอะไรสักอย่างบนหน้าเว็บไซต์หรือบน Schema นั้นส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ SEO ทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้ผมได้ไปอ่านบทความหนึ่ง ที่พูดถึงการใส่รีวิวและราคาบน Schema ในหน้าสินค้า ที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ SEO เช่นกัน ซึ่งการทดสอบนั้นเป็นอย่างไร ผมจะมาสรุปในบทความนี้ครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>รู้หรือไม่ครับ ว่าการทำอะไรสักอย่างบนหน้าเว็บไซต์หรือบน Schema นั้นส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ SEO ทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้ผมได้ไปอ่านบทความหนึ่ง ที่พูดถึงการใส่ราคาและรีวิวบน Schema ในหน้าสินค้า ที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ SEO เช่นกัน ซึ่งการทดสอบนั้นเป็นอย่างไร ผมจะมาสรุปในบทความนี้ครับ</p>
<p>ก่อนหน้านี้ Google ได้จำกัดประเภทของ Rich Snippet หรือรายละเอียดบนหน้าเว็บไซต์ที่จะแสดงบนหน้า Google ออกไป เพื่อให้สามารถแสดงผลลัพธ์ในแบบที่ต้องการได้เพียงครั้งเดียว ทำให้ต้องมีการตัดสินใจและวางโครงสร้างใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น แม้ความนิยมในการแสดง Rich Snippet บนหน้าผลการค้นหา ในรูปแบบของ FAQ จะมีมาก แต่ก็ส่งผลเสียมากเช่นกัน จะดีกว่าไหม หากเปลี่ยนการแสดงผลมาเป็นรีวิวหรือราคาของสินค้าแทน</p>
<p>เว็บไซต์ E-commerce เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดี เนื่องจากผู้ใช้ต้องการเปรียบเทียบผลลัพธ์หนึ่งกับอีกผลลัพธ์หนึ่ง ก่อนตัดสินใจคลิกเข้าไป ดังนั้นรีวิวและราคา เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สินค้าของคุณน่าสนใจและปรับปรุงอัตราการคลิกได้เป็นอย่างดี ลูกค้า E-commerce รายหนึ่งมีหน้าสินค้าที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าหน้าอื่น ๆ ที่มีการสร้างเทมเพลตไว้ ซึ่งจากที่ได้สังเกต ในหน้าสินค้าที่มีประสิทธิภาพต่ำหน้านั้น ไม่ได้มีการทำข้อมูลโครสร้างเว็บไซต์ไว้ การเพิ่มรีวิวที่ดีและข้อมูลราคา จะเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO ให้กับหน้าสินค้าชิ้นนั้น</p>
<p>การทดสอบที่ได้ลองทำคือการเพิ่มข้อมูลรีวิวลงในหน้าสินค้า และเพิ่มข้อมูลที่มีโครงสร้างด้วย JSON-LD เพื่อให้รีวิวและราคาแสดงบนหน้าการค้นหา</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3119" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema.webp" alt="wireframe for product schema" width="960" height="540" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema.webp 960w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-300x169.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3120" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-2-.webp" alt="wireframe for product schema" width="960" height="540" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-2-.webp 960w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-2--300x169.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-2--768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เพิ่มรีวิวและราคาเข้าไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3121" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-1-.webp" alt="wireframe for product schema" width="510" height="519" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-1-.webp 510w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-1--295x300.webp 295w" sizes="(max-width: 510px) 100vw, 510px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผลที่ได้คือ <strong>ไม่สามารถสรุปได้ หรือหมายความว่า ไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ ต่อ Organic Traffic</strong> จึงเกิดเป็นข้อสงสัยเพิ่มเติมว่า ทำไมไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดไว้ หรือจริง ๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องแสดงราคาบนหน้าการค้นหา เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว กลุ่มของผู้ซื้ออาจจะมีกำลังการซื้อแตกต่างกัน</p>
<p>จึงได้มีการทำการทดสอบครั้งที่ 2 โดยมีการเพิ่มข้อมูลเข้าไปเพียงแค่รีวิว และตั้งสมมติฐานว่าการที่ไม่มีราคาบนหน้าการค้นหา ทำให้ผู้ค้นหามีโอกาสน้อยที่จะคลิกเข้ามาจากหน้าการค้นหา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3122" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-3-.webp" alt="wireframe for product schema" width="960" height="540" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-3-.webp 960w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-3--300x169.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-3--768x432.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3123" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-4-.webp" alt="wireframe for product schema" width="807" height="534" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-4-.webp 807w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-4--300x199.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/05/wireframe-for-product-schema-4--768x508.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 807px) 100vw, 807px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากทำ<strong>การทดสอบครั้งที่ 2 ก็คือ ผลลัพธ์ของ Organic Traffic ในหน้าที่ทำการทดสอบ เพิ่มขึ้นประมาณ 20%</strong> ทำให้ทราบว่า <strong>ราคาไม่ได้ทำให้อัตราการคลิกเพิ่มขึ้น</strong> เพราะผู้ซื้อ อาจเห็นราคาแล้ว ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หากเขาไม่มีกำลังซื้อ ก็จะไม่คลิกเข้ามาเพื่อดูสินค้าต่อไป</p>
<p>ผลสรุปจากการทดสอบครั้งนี้ ทำให้ได้บทเรียนสำคัญ 2 บทเรียนนั่นก็คือ</p>
<ol>
<li>ไม่มีแนวทางปฏิบัติไหนดีที่สุด เพราะบริบทก็มีความสำคัญเช่นกัน</li>
<li>แม้กระทั่งการทดสอบแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทำ SEO แต่ก็ไม่สามารถประเมินค่าได้ ถ้าเราไม่ได้ทำการทดสอบกับเว็บไซต์ของตัวเอง หากไม่ได้มีการทดสอบด้วยตัวเอง ก็ไม่รู้ได้เลยว่าแนวทางไหนคือแนวทางที่ดีที่สุด</li>
</ol>
<p>จากบทความที่ผมสรุปมาข้างต้น ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยมุมมองของผมเอง ถ้าเกิดผมเป็นลูกค้าที่ต้องการจะซื้อสินค้าสักหนึ่งชิ้น แต่งบผมมีจำกัด เกิดค้นหาสินค้านั้น แล้วผลการค้นหาที่แสดงขึ้นมา เจอสินค้าที่มีราคาแปะไว้อยู่แล้ว แต่ผมงบผมไม่ถึง กับถ้าผมเลื่อนไปเจอสินค้าที่มีรีวิวดี ๆ แต่ไม่รู้ราคา ผมก็อยากที่จะกดเข้าไปในสินค้าที่มีรีวิวดี เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดและราคาของสินค้านั้นมากกว่าแน่นอน</p>
<p>แต่ก็อย่างที่บอกตอนท้ายไว้ครับ ว่าไม่มีแนวทางปฏิบัติไหนดีที่สุด ถ้ายังไม่ได้ทำการทดสอบ ดังนั้น ลองนำวิธีนี้ไปปรับใช้กับหน้าสินค้าของคุณเพื่อดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นและหาวิธีที่ดีที่สุด เพื่อให้ประสิทธิภาพของ SEO บนเว็บไซต์คุณดีขึ้นนั่นเองครับ</p>
<p><a title="Impact on SEO performance of price and review schema on product pages" href="https://www.searchpilot.com/resources/case-studies/seo-split-test-lessons-adding-price-review-schema-product-pages/" target="_blank" rel="nofollow noopener">https://www.searchpilot.com/resources/case-studies/seo-split-test-lessons-adding-price-review-schema-product-pages/</a></p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/impact-on-seo-performance-of-price-and-review-schema/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Google ประกาศ GA4 กำลังจะมาแทนที่ Universal Analytics</title>
		<link>https://insawasd.com/ga4-is-replacing-universal-analytics/</link>
					<comments>https://insawasd.com/ga4-is-replacing-universal-analytics/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Apr 2022 17:18:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Google Analytics]]></category>
		<category><![CDATA[Marketing Tools]]></category>
		<category><![CDATA[GA4]]></category>
		<category><![CDATA[Google Analytics 4]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=3109</guid>

					<description><![CDATA[หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Google ได้ทำการปล่อย Google Analytics 4 หรือที่เรารู้จักกันในนาม GA4 ออกมาให้เราทดดลองใช้ และประกาศว่ามีแผนจะพัฒนาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ตัวสมบูรณ์ได้ ตอนนี้ Google ได้ส่งจดหมายประกาศมาแล้วครับว่า GA4 กำลังจะเข้ามาแทนที่ Universal Analytics แล้วครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Google ได้ทำการปล่อย <a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">Google Analytics 4</a> หรือที่เรารู้จักกันในนาม <a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">GA4</a> ออกมาให้เราทดดลองใช้ และประกาศว่ามีแผนจะพัฒนาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ตัวสมบูรณ์ได้ ตอนนี้ Google ได้ส่งจดหมายประกาศมาแล้วครับว่า <a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">GA4</a> กำลังจะเข้ามาแทนที่ Universal Analytics แล้วครับ</p>
<p>โดย <a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">Google Analytics 4</a> หรือ <a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">GA4</a> จะเข้ามาแทนที่ Universal Analytics ในวันที่ 1 กรกฏาคม 2023 และ Universal Analytics จะหยุดประมวลผลในทันที ซึ่ง Google ก็แนะนำมาครับว่า ใครที่ใช้ Universal Analytics อยู่ในตอนนี้ควรเปลี่ยนไปใช้ <a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">GA4</a> แทนได้เลยครับ แต่ถ้าหากใครที่มีการสร้างตัว <a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">GA4</a> ไว้แล้วก่อนหน้านี้ ก็สามารถเข้าไปตั้งค่าให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อใช้งานได้ทันทีครับ และใครก็ตามที่ต้องการดู Report ข้อมูลก่อนหน้านี้ Google ก็แนะนำว่าให้ทำการดาวน์โหลดข้อมูลเหล่านั้นออกมาก่อนเลย เพราะถ้าหากถึงวันที่ Universal Analytics ยุติการใช้งาน คุณจะสามารดู Report เหล่านั้นต่อได้อีกแค่ 6 เดือน และหลังจากนั้นจะเข้าถึงข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป</p>
<p>ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ Report นั้นหายไป ผมแนะนำว่าให้ทำการดาวน์โหลดข้อมูลออกมาก่อนและทำการย้ายไปที่ตัว <a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">Google Analytics 4</a> หรือ <a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">GA4</a> ได้เลยครับ เพื่อที่พอถึงเวลานั้นแล้ว จะได้ไม่ต้องมานั่งติดตั้งและเปลี่ยนถ่ายข้อมูลให้ยุ่งยากครับ</p>
<p><blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="cxVmjXTxdR"><a href="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/">Google Analytics รูปแบบใหม่ วัดผลผู้ใช้เว็บไซต์และแอปผ่าน Property ตัวเดียวกัน</a></blockquote><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;Google Analytics รูปแบบใหม่ วัดผลผู้ใช้เว็บไซต์และแอปผ่าน Property ตัวเดียวกัน&#8221; &#8212; Insawasd" src="https://insawasd.com/meet-google-analytics-4/embed/#?secret=QVsFIdwUKE#?secret=cxVmjXTxdR" data-secret="cxVmjXTxdR" width="600" height="338" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></p>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_raw_code wpb_raw_js" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<script>
  jQuery(document).ready(function( $ ){
    $('.wp-embedded-content').attr(
      'width', '100%'
    )
  });
</script>
		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/ga4-is-replacing-universal-analytics/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Breadcrumb สำคัญกับการทำ SEO จริงหรือไม่?</title>
		<link>https://insawasd.com/seo-test-breadcrumb-error/</link>
					<comments>https://insawasd.com/seo-test-breadcrumb-error/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2022 11:30:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[E-Commerce]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Website Development]]></category>
		<category><![CDATA[Breadcrumb]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=3088</guid>

					<description><![CDATA[หลายคนคงเคยได้ยินกันมานะครับ ว่าการทำ Breadcrumb นั้น มีความสำคัญต่อการทำ SEO และส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการทำ SEO แต่บังเอิญผมได้ไปอ่านบทความหนึ่งของเว็บไซต์ต่างประเทศ พูดถึงการทำ A/B test เกี่ยวกับ Breadcrumb ว่าจริง ๆ แล้วมันส่งผลเชิงลบให้กับบทความนั้นของเรา ทำให้อันดับของบทความต่ำลง ซึ่งการทดสอบนั้น เป็นอย่างไร ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนคงเคยได้ยินกันมานะครับ ว่าการทำ Breadcrumb นั้น มีความสำคัญต่อการทำ SEO และส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการทำ SEO แต่บังเอิญผมได้ไปอ่านบทความหนึ่งของเว็บไซต์ต่างประเทศ พูดถึงการทำ A/B test เกี่ยวกับ Breadcrumb ว่าจริง ๆ แล้วมันส่งผลเชิงลบให้กับบทความนั้นของเรา ทำให้อันดับของบทความต่ำลง ซึ่งการทดสอบนั้น เป็นอย่างไร ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องขอเกริ่นก่อนเลยว่า Breadcrumb เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากในการปรับปรุงการลิงก์ หรือเชื่อมต่อกันภายในเว็บไซต์ โดยปกติแล้ว การแสดงผล Breadcrumb บนหน้า Search ของ Google สามารถทำได้ 2 วิธี คือ</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้าง Breadcrumb ขึ้นมาเอง เพื่อให้การแสดงผลบน Google เป็นไปตามที่เรากำหนด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทำโครงสร้าง <a href="https://insawasd.com/xml-sitemap-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/">Sitemap</a> บนเว็บไซต์ ทำให้ Google เข้าใจง่าย และแสดง Breadcrumb ให้อัตโนมัติ</span></li>
</ol>
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="JjQ5eWOXKA"><p>
<a href="https://insawasd.com/xml-sitemap-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/">XML Sitemap หนึ่งตัวช่วยสำคัญ สำหรับการทำ SEO</a>
</p></blockquote>
<p><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;XML Sitemap หนึ่งตัวช่วยสำคัญ สำหรับการทำ SEO&#8221; &#8212; Insawasd" src="https://insawasd.com/xml-sitemap-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/embed/#?secret=oRS5ewjXEL#?secret=JjQ5eWOXKA" data-secret="JjQ5eWOXKA" width="600" height="338" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเอาจริง ๆ แล้ว Breadcrumb ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ดีขึ้น และทำให้หลายคนเข้าใจว่าจะยิ่งส่งผลต่อการคลิกและการจัดอันดับบนหน้า Google อีกด้วย ซึ่งผมจะพูดถึงกรณีศึกษาของเว็บไซต์ E-commerce รายหนึ่ง ที่มีการจัดทำ Breadcrumb ไว้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ</span></p>
<h2>กรณีศึกษา การทำ A/B test เพื่อทดสอบการจัดทำ Breadcrumb บนเว็บไซต์</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เว็บไซต์ E-commerce รายหนึ่งมีการจัดทำและสร้างรูปแบบของ Breadcrumb ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว และผลลัพธ์คือ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ของเขาได้ดีมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ดันเกิดผลกระทบต่อหน้านั้น ๆ เมื่อทำการสร้าง Breadcrumb ขึ้นมา ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3100" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test.jpg" alt="" width="1780" height="277" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test.jpg 1780w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-300x47.jpg 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-1024x159.jpg 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-768x120.jpg 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-1536x239.jpg 1536w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/breadcrumb-AB-test-1405x219.jpg 1405w" sizes="auto, (max-width: 1780px) 100vw, 1780px" /></p>
<p>มีการวัดผลกระทบต่อหน้าผลิตภัณฑ์ (/green-high-waisted-bikini-bottoms) หน้าหมวดหมู่ย่อย (/clothing/swimwear) รวมถึงหน้าหมวดหมู่หลัก (/clothing):</p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-3093 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/top-level-category.webp" alt="" width="148" height="468" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/top-level-category.webp 148w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/top-level-category-95x300.webp 95w" sizes="auto, (max-width: 148px) 100vw, 148px" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ในส่วนแรก คือหน้าของหมวดหมู่หลักอย่าง /clothing กลับมีผลเสียต่อการเข้าชม ถึง 7%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3094" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/subcategory-pages.webp" alt="" width="158" height="530" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/subcategory-pages.webp 158w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/subcategory-pages-89x300.webp 89w" sizes="auto, (max-width: 158px) 100vw, 158px" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ต่อมา ในหมวดหมู่ย่อยอย่าง /clothing/swimwear ก็มีผลกระทบจากการสูญเสียผู้เข้าชมไป 6% เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3095" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/product-pages.webp" alt="" width="144" height="500" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/product-pages.webp 144w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/product-pages-86x300.webp 86w" sizes="auto, (max-width: 144px) 100vw, 144px" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">และสุดท้าย ในหน้าของผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นเอง เกิดการสูญเสียผู้เข้าชมไปมากถึง 12% ด้วยกัน</span></p>
<p>ซึ่งก่อนการทดสอบ URL ที่แสดงบนหน้า Google จะแสดงในรูปแบบ “sitename.com/clothing/swimwear” แต่เมื่อเราทำ Breadcrumb รูปแบบของ URL จะเปลี่ยนไปเป็น “sitename&gt;clothing” โดยที่ URL จะไม่แสดงหมวดหมู่ย่อยตามด้านหลัง ตามที่คาดหวังไว้</p>
<p>จากรูปภาพด้านล่าง จะแสดงการเปรียบเทียบ Breadcrumb ที่แสดงบน Google ว่าผลลัพธ์ที่ได้กับสิ่งที่คาดหวังไว้นั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่คาดไว้คือหมวดหมู่ย่อย &#8220;Swim &amp; Beachwear&#8221; จะแสดงต่อจากหมวดหมู่หลัก &#8220;Clothing&#8221; อย่างไรก็ตาม Subcategory ไม่ถูกแสดงตามด้านหลังในผลการค้นหา และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้บทความนั้นมีความน่าสนใจและการคลิกน้อยลง</p>
<p><strong>สิ่งที่คาดหวัง</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3096" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp.webp" alt="" width="1930" height="314" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp.webp 1930w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-300x49.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-1024x167.webp 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-768x125.webp 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-1536x250.webp 1536w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/intended_breadcrumb_variant_serp-1405x229.webp 1405w" sizes="auto, (max-width: 1930px) 100vw, 1930px" /></span></p>
<p><strong>ผลที่ได้รับ</strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3097" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp.webp" alt="" width="1532" height="268" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp.webp 1532w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp-300x52.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp-1024x179.webp 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp-768x134.webp 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/04/fix_breadcrumb_markup_variant_serp-1405x246.webp 1405w" sizes="auto, (max-width: 1532px) 100vw, 1532px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งผลสรุปคือ การจัดทำ Breadcrumb ขึ้นมา <strong>ส่งผลให้แต่ละหน้าที่เคยมีผู้เข้าชมนั้น ลดลงอย่างเห็นได้ชัด</strong> แม้เราจะมองว่าการทำ Breadcrumb ส่งผลดีและทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพ แต่ตรงจุดนี้ก็ไม่ได้ทำให้ CTR ของหน้านั้นดีขึ้น ดังนั้น ถ้าต้องการทำ Breadcrumb เพื่อทำให้ SEO ดีขึ้น ผมแนะนำให้ลองวิธีอื่น อาจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่มา : <a href="https://www.searchpilot.com/resources/case-studies/seo-split-test-lessons-fixing-breadcrumb-markup-errors/" target="_blank" rel="nofollow noopener sponsored">https://www.searchpilot.com/resources/case-studies/seo-split-test-lessons-fixing-breadcrumb-markup-errors/</a></span></p>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_raw_code wpb_raw_js" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<script>
  jQuery(document).ready(function( $ ){
    $('.wp-embedded-content').attr(
      'width', '100%'
    )
  });
</script>
		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/seo-test-breadcrumb-error/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อยากให้ User อยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น ทำอย่างไร?</title>
		<link>https://insawasd.com/users-stay-on-the-website-long-time/</link>
					<comments>https://insawasd.com/users-stay-on-the-website-long-time/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Mar 2022 11:35:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Call to Action]]></category>
		<category><![CDATA[CTA]]></category>
		<category><![CDATA[Gooogle Search Console]]></category>
		<category><![CDATA[Sitemap]]></category>
		<category><![CDATA[User อยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=3048</guid>

					<description><![CDATA[พฤติกรรมของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก เรียกว่าแทบจะเปลี่ยนไปทุกชั่วโมง เลย จนบางทีเราที่เป็นคนพัฒนาเว็บไซต์จำเป็นต้องจับให้ได้ ไล่ให้ทัน ปรับเปลี่ยนตามตลอดเวลา บางทียอดผู้ใช้งานบนเว็บไซต์บางเดือนตก บางเดือนขึ้น Bounce rate ไม่ดีเลย ดังนั้น ถ้าอยากให้ User อยู่บนเว็บไซต์ให้นานขึ้น จะมีปัจจัยอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไร วันนี้ผมได้รวบรวมวิธีที่จะทำให้ User อยู่บนเว็บไซต์ให้นานขึ้น เป็นวิธีที่ผมทำแล้วได้ผลลัพธ์ดีขึ้น มาฝากกันครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>พฤติกรรมของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก เรียกว่าแทบจะเปลี่ยนไปทุกชั่วโมงเลย จนบางทีเราที่เป็นคนพัฒนาเว็บไซต์จำเป็นต้องจับให้ได้ ไล่ให้ทัน ปรับเปลี่ยนตามตลอดเวลา บางทียอดผู้ใช้งานบนเว็บไซต์บางเดือนตก บางเดือนขึ้น Bounce rate ไม่ดีเลย ดังนั้น ถ้าอยากให้ User อยู่บนเว็บไซต์ให้นานขึ้น จะมีปัจจัยอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไร วันนี้ผมได้รวบรวมวิธีที่จะทำให้ User อยู่บนเว็บไซต์ให้นานขึ้น เป็นวิธีที่ผมทำแล้วได้ผลลัพธ์ดีขึ้น มาฝากกันครับ</p>
<h2>หัวข้อและเนื้อหา ควรไปในทางเดียวกัน</h2>
<p>มีหลายบทความครับ ที่อยากจะดึงดูดคนให้คลิกเข้ามาในหน้าบทความนั้นเยอะ ๆ โดยไม่ได้คำนึงว่า เนื้อหาในบทความจะดีมากน้อยเพียงใด ตรงกับหัวข้อที่ตั้งไว้หรือเปล่า จริง ๆ อยากแค่ให้หัวข้อนั้นดูว้าว เพื่อให้คนคลิกแค่นั้นพอ แต่อย่าลืมนะครับว่า <strong>ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ search google ก็เพื่อต้องการได้คำตอบในเรื่องที่เขาต้องการ</strong> ถ้าเกิดว่าเขาค้นหาแล้วเจอเรื่องที่เขาต้องการแล้ว แต่พอคลิกเข้ามา เนื้อหากลับไม่ตรงกับสิ่งที่เขาอยากจะรู้ ก็มีโอกาสไม่น้อย ที่ผู้ใช้งานจะคลิกปิดหน้าเว็บไปในทันที</p>
<p>นอกจากหัวข้อและเนื้อหาที่ควรไปในทางเดียวกันแล้ว ตัวเนื้อหาเอง ก็ต้องสามารถฮุกผู้อ่านให้รู้สึกอยากอ่านและอยากติดตามเนื้อหาบทความของคุณไปจนจบด้วยเช่นกัน ดังนั้น ทั้งหัวข้อและเนื้อหาควรไปในทางเดียวกัน และทำให้ผู้อ่านรู้สึกอยากอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ</p>
<h2>เพิ่มจำนวนบทความที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น</h2>
<p>การทดสอบของ <a href="https://www.searchpilot.com/" target="_blank" rel="nofollow noopener sponsored">SearchPilot</a> ออกมารายงานว่า หากเพิ่มบทความที่เกี่ยวข้องเข้าไปยังส่วนท้ายของบทความนั้น จากเดิมที่มีเท่าไหร่ ให้เพิ่มอีกเท่านึง จะทำให้ Organic Traffic ของบทความนั้นดีขึ้นได้ มากถึง 11% ยกตัวอย่างเช่น สมมติตอนนี้บทความหลักของเรามีบทความที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 บทความ หากเราเพิ่มเป็น 4 บทความของเราจะมี Organic Traffic ดีขึ้นอย่างแน่นอน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-3062 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup.webp" alt="เพิ่มจำนวนบทความที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น" width="1218" height="762" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup.webp 1218w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup-300x188.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup-1024x641.webp 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/increase-article-links-mockup-768x480.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 1218px) 100vw, 1218px" /></p>
<p>จริง ๆ ผมว่าก็คล้ายกับการทำ Topic Cluster นะครับ เพราะถ้าบทความแต่ละตัว สามารถลิงก์เข้าหากัน เข้าบทความนึง ก็เจออีกบทความนึง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ผู้อ่านสนใจอยู่แล้ว อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างจริงจัง มีโอกาสที่เขาจะยังอยู่ในหน้าเว็บไซต์ เพื่อคลิกอ่านหน้าต่อ ๆ ไปได้เลยครับ</p>
<h2>CTA ที่ดึงดูด ให้ผู้ใช้งานกดไปต่อ</h2>
<p>อีกหนึ่งเทคนิคที่เราใช้กันบ่อย ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออยู่บนเว็บไซต์ไปนาน ๆ นั่นก็คือการทำ <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> แทรกไว้ ไม่ว่าจะบนหน้าเว็บไซต์หน้าแรก หรือด้านในบทความ ซึ่งผู้ใช้งานเมื่อคลิกที่ <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> ก็จะเข้าไปสู่หน้า <a href="https://insawasd.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-landing-page-%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%86/">Landing Page</a> ที่เราแนบลิงก์ไว้กับตัว <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> นั่นเอง แต่การที่จะทำให้ผู้ใช้งานคลิกนั้น ต้องสร้าง <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> ที่ดูน่าดึงดูด ดูน่าสนใจ และให้ผู้ใช้งานเห็นว่าถ้าคลิกแล้ว เขาจะได้อะไรที่เขาต้องการไหม</p>
<p>เว็บไซต์ทั่วไปส่วนใหญ่สร้างตัว <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> ขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า ซึ่งรูปแบบของ <a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">CTA</a> อาจจะเป็นการให้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์หรือแจกให้ดาวน์โหลด E-Book โดยต้องกรอกข้อมูลก่อน หรือบางทีอาจจะเป็นปุ่มเพื่อให้คลิกไปยังหน้า <a href="https://insawasd.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-landing-page-%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%86/">Landing Page</a> ที่เสนอโปรโมชั่นหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถอยู่บนเว็บได้นานขึ้นด้วยครับ</p>
<blockquote class="wp-embedded-content" data-secret="JUSXsZ6XgD"><p>
<a href="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/">สร้าง Call to Action อย่างไร? ให้ดึงดูดผู้ชมมากที่สุด</a>
</p></blockquote>
<p><iframe loading="lazy" class="wp-embedded-content" sandbox="allow-scripts" security="restricted"  title="&#8220;สร้าง Call to Action อย่างไร? ให้ดึงดูดผู้ชมมากที่สุด&#8221; &#8212; Insawasd" src="https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/embed/#?secret=4lUI8sIYtX#?secret=JUSXsZ6XgD" data-secret="JUSXsZ6XgD" width="600" height="338" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></p>
<h2>อย่าเอาตัวเองเป็นใหญ่ ให้คำนึงถึงพฤติกรรมผู้ใช้งานให้มาก ๆ</h2>
<p>นักพัฒนาบางรายมักมองการใช้งานโดยคำนึงตัวเองเป็นใหญ่ ยิ่งนักพัฒนาที่ทำเว็บไซต์ด้วยตัวคนเดียวโดด ๆ ไม่ได้มีทีมหรือคนที่ทำหน้าที่เพื่อดูแลฝั่งผู้ใช้งานโดยตรง มักมองข้ามและพลาดในจุด ๆ ที่ผู้ใช้งานต้องการ ดังนั้น ลองศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานให้มาก ๆ ว่าเขาต้องการอะไร อยากได้อะไร อะไรที่ง่ายและสะดวกกับเขามากที่สุด</p>
<p>หลัก ๆ แล้ว ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ต้องการอะไรที่ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนครับ แค่เพียงปรับเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เข้าใจง่าย ต้องเร็ว Page Speed ต้องดีเยี่ยม และที่สำคัญ ผู้ใช้งานในปัจจุบันส่วนใหญ่เข้าใช้งานเว็บไซต์ผ่านมือถือกันเกิน 80% การสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาให้รองรับผู้ใช้ที่เข้าใช้งานผ่านอุปกรณ์มือถือหรือการทำ Mobile Friendly จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องนึกถึงเลยครับ</p>
<h2>Redesign เว็บไซต์ ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน</h2>
<p>ผู้ใช้งานหลายต่อหลายราย เป็นกลุ่มที่ต้องการความง่าย อะไรที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด ก็จะต้องการแบบนั้น การทำให้เว็บไซต์ของเราใช้งานง่าย สะดวกต่อผู้ใช้ เป็นอะไรที่จำเป็นมากสำหรับผู้ใช้งานในปัจจุบันนี้ และที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือ การ Redesign เว็บไซต์ให้ดูสวย น่าใช้งาน ตามเทรนด์ ตามสมัย และที่สำคัญคือ <strong>หน้าตาเว็บไซต์ของเราไม่ควรจะรก หรือมีป๊อบอัพอะไรเด้งขึ้นมาให้เกะกะ</strong> ให้รกตา หรือผู้ใช้งานต้องมาคอยกดปิดทีละป๊อบอัพ สู้เขาไปเปิดเว็บไซต์ที่คล้าย ๆ กัน แต่ไม่ต้องมาเสียเวลาปิดเปิดแบบนี้ สำหรับผู้ใช้งานแล้ว คงเป็นเรื่องที่ดีกว่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3064" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน.jpg" alt="Redesign เว็บไซต์ ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน" width="1280" height="853" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน.jpg 1280w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน-300x200.jpg 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน-1024x682.jpg 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/Redesign-เว็บไซต์-ให้ง่ายและดูน่าใช้งาน-768x512.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p>ผมมองว่าในปัจจุบัน เว็บไซต์ที่มีการออกแบบและดีไซน์ให้ดูสวยงามและใช้งานง่าย มักเป็นเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานชื่นชอบ ยิ่งมีเมนูน้อย ๆ ดูคลีน แค่เข้าเว็บไซต์ก็สามารถเข้าถึงเมนูที่ต้องการ ไม่ซับซ้อนมากมาย เท่านี้ ผู้ใช้งานก็จะใช้งานเว็บไซต์นานขึ้นได้เลยครับ</p>
<h2>ห้ามลืม Search Bar เด็ดขาด</h2>
<p>รู้ไหมครับ ผู้ใช้งานบางราย ถึงแม้ว่าเขาจะหาสิ่งที่เขาต้องการเจอบนเว็บไซต์ของเราแล้ว เขาก็ยังมีความอยากรู้ อยากได้คำตอบอีกต่อไปเรื่อย ๆ เช่นกัน แถบ Search Bar เป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่ตอบสนองความอยากรู้ของผู้ใช้งานได้ ผู้ใช้งานสามารถค้นหาสิ่งที่เขาอยากรู้เพิ่มเติมได้บนเว็บไซต์ได้อีกเรื่อย ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3065" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด.webp" alt="ห้ามลืม Search Bar เด็ดขาด" width="1280" height="449" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด.webp 1280w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด-300x105.webp 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด-1024x359.webp 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ห้ามลืม-Search-Bar-เด็ดขาด-768x269.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p>บางเว็บไซต์มีการทำแถบ Search Bar ที่สามารถค้นหาได้ทั้งบนเว็บไซต์ของตัวเองและบน Google ถ้าให้ผมแนะนำล่ะก็ ผมแนะนำว่าให้ทำ Search Bar แค่บนเว็บไซต์ และเราพยายามผลิตคอนเทนต์หรือบทความที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เท่านี้ ผู้ใช้งานเหล่านั้นก็จะอยู่แต่บนเว็บไซต์เรา ไม่หนีออกจากเว็บไซต์ไปแน่ ๆ ครับ</p>
<h2>ตรวจเช็กเป็นประจำว่ามี Error หรือหน้า 404 เกิดขึ้นไหม</h2>
<p>ปัญหาหนักใหญ่สุดเลยที่ทำให้ผู้ใช้งานหนีออกไปจากเว็บไซต์ของคุณบ่อย ๆ คือการที่เว็บไซต์ของคุณล่มหรือมี Error นั่นเอง ปัญหาเหล่านี้นี่แหละที่สร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับผู้ใช้งาน ยิ่งถ้าเกิดปัญหานี้บ่อย ๆ ในเดือนนึง Bounce rate ของเว็บไซต์ของคุณอาจเพิ่มสูงขึ้นก็ได้</p>
<p>เรื่องปัญหาเว็บ Error แบบนี้ผมว่าเป็นปัญหาต้น ๆ ที่ทำให้ผู้ใช้งานออกจากเว็บไซต์อย่างรวดเร็วได้เลยครับ เพราะว่าเมื่อเข้ามาหน้านึงแล้วเห็นว่า อ่าว! หน้านี้ Error หน้าอื่น ๆ ก็คงเหมือนกัน แล้วเลือกที่จะออกจากเว็บไซต์ไปทันที</p>
<p>ผมแนะนำนะครับว่า ให้มีการติดตั้ง Sitemap ของคุณบน Gooogle Search Console เพราะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และช่วยติดตามผลลัพธ์ของการทำ Sitemap ได้ดีที่สุด เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถติดตามและพัฒนาเว็บไซต์เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้งานได้มากขึ้นแล้วครับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3069" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console.png" alt="ติดตั้ง Sitemap ของคุณบน Gooogle Search Console" width="1271" height="609" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console.png 1271w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console-300x144.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console-1024x491.png 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console-768x368.png 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2022/03/ติดตั้ง-Sitemap-ของคุณบน-Gooogle-Search-Console-570x272.png 570w" sizes="auto, (max-width: 1271px) 100vw, 1271px" /></p>
<p>นี่เป็นวิธีที่ช่วยให้ User อยู่บนเว็บไซต์ได้นานขึ้น เพียงไม่กี่วิธีที่ผมลองมาแล้วว่าได้ผลถึงจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ผมว่าผลลัพธ์ก็ดีขึ้นมาในระดับนึงเลยครับ ผู้อ่านทุกท่านสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับเว็บไซต์ดูครับ ได้ผลอย่างไรหรือใครมีวิธีอื่น ๆ อยากมาแชร์ แชร์ได้เลยครับ บทความหน้าผมจะมีวิธีหรือเทคนิคดี ๆ ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดีขึ้นได้อย่างไร รอติดตามได้ครับ</p>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_raw_code wpb_raw_js" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<script>
  jQuery(document).ready(function( $ ){
    $('.wp-embedded-content').attr(
      'width', '100%'
    )
  });
</script>
		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/users-stay-on-the-website-long-time/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Google Search Console Insights เครื่องมือสร้างคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่สุด</title>
		<link>https://insawasd.com/google-search-console-insights/</link>
					<comments>https://insawasd.com/google-search-console-insights/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Jun 2021 17:20:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Google Search Console]]></category>
		<category><![CDATA[Google Search Console Insights]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2965</guid>

					<description><![CDATA[เป็นอีกครั้งแล้วนะครับ ที่ผมเลือก Vue.js มาเล่าให้ทุกคนฟัง แต่ครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว ผมจะพาทุกคนไปเปรียบเทียบการใช้งานระหว่างVue.js กับ React กัน เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Front-End Freamwork ที่ได้รับความนิยมในการใช้งานเป็นอย่างมากก็คือ Vue.js และ React นี่แหละ วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกับทั้งสองตัวและความแตกต่างในการใช้งานของมันกัน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>อย่างที่หลายคนทราบกันดีครับ ว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้ Google ได้เปิดตัวเครื่องมือใหม่อย่าง Google Search Console Insights ออกมาเพื่อช่วยคนทำคอนเทนต์และเจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการวิเคราะห์คอนเทนต์ หรือหาคอนเทนต์ที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ได้มากที่สุด แถมยังเป็นแนวทางให้กับผู้ที่ทำ SEO ได้อีกด้วย ซึ่งเจ้าเครื่องมือนี้นั้นเป็นอย่างไร มาดูกันครับ</p>
<h2>Google Search Console Insights คืออะไร?</h2>
<p>Google Search Console Insights คือ เครื่องมือใหม่จาก Google ที่รวมข้อมูลเว็บไซต์ของคุณทั้งจากฝั่งของ Google Search Console และ Google Analytics มาไว้ในที่เดียว เพื่อให้คนทำคอนเทนต์หรือเจ้าของเว็บไซต์สามารถดูข้อมูลคอนเทนต์ในเชิงลึกของเว็บไซต์ได้ ไม่ว่าจะเป็น</p>
<ul>
<li>คอนเทนต์ไหนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเว็บไซต์</li>
<li>Keyword ไหนที่มีคนค้นหามาเจอเว็บไซต์ แล้วติดอันดับ 1 ใน 5 อันดับแรกบ้าง</li>
<li>ผู้อ่านชอบคอนเทนต์แนวไหนบนเว็บไซต์บ้าง</li>
<li>ช่องทางไหนที่ใช้โปรโมทแล้วเข้าถึงคนมากที่สุดและเหมาะกับเรามากที่สุด</li>
<li>รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ ต้องการอะไรมากที่สุด</li>
<li>ผู้อ่านใช้เวลากับคอนเทนต์ไหนมากที่สุดและใช้เวลานานเท่าไหร่</li>
</ul>
<p>ซึ่งข้อมูลเชิงลึกข้างต้นนี้ คุณจะสามารถดูได้พร้อมกันในที่เดียว ไม่จำเป็นต้องดูแยกหลาย ๆ เครื่องมือให้วุ่นวาย แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มใช้งานเครื่องมือนี้ คุณจำเป็นต้องติดตั้ง Google Search Console ก่อน (<a href="https://insawasd.com/install-tracking-code/" target="_blank" rel="noopener">ดูวิธีติดตั้ง Google Search Console</a>) และถ้าเกิดคุณทำการเชื่อมต่อระหว่างตัว Google Search Console กับ Google Analytics เข้าด้วยกัน จะช่วยให้คุณดูข้อมูลเชิงลึกได้อย่างครบถ้วนมากขึ้นครับ</p>
<h2>วิธีการติดตั้ง Google Search Console Insights</h2>
<p>ถ้าต้องการเริ่มต้นใช้งานเครื่องมือนี้ทำได้ง่าย ๆ เลยครับ เพียงแค่เข้าไปที่ <a href="https://search.google.com/search-console/insights/about" target="_blank" rel="noopener">https://search.google.com/search-console/insights/about</a> แล้วกดเริ่มต้นใช้งานได้เลยครับ</p>

		</div>
	</div>

	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_left wpb_content_element vc_custom_1624037064602">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="1346" height="625" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/google-search-insight.png" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="Google Search Console Insights" title="google-search-insight" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/google-search-insight.png 1346w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/google-search-insight-300x139.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/google-search-insight-1024x475.png 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/google-search-insight-768x357.png 768w" sizes="auto, (max-width: 1346px) 100vw, 1346px" /></div>
		</figure>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>แต่สำหรับบางท่านที่ใช้งาน Google Search Console อยู่แล้วจะเห็นได้ว่าตรงหน้า Dashboard หน้าแรกนั้นจะมีแบนเนอร์เด้งขึ้นมาเพื่อให้เราคลิกไปใช้งานได้ง่าย ๆ เลยครับ ระบบก็จะพาคุณเด้งมายังหน้าของเครื่องมือนั้นทันที</p>

		</div>
	</div>

	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_left wpb_content_element vc_custom_1624037621776">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="1280" height="647" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/get-an-overview-of-how-your-content-is-doing.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="get an overview of how your content is doing" title="get an overview of how your content is doing" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/get-an-overview-of-how-your-content-is-doing.jpg 1280w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/get-an-overview-of-how-your-content-is-doing-300x152.jpg 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/get-an-overview-of-how-your-content-is-doing-1024x518.jpg 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/06/get-an-overview-of-how-your-content-is-doing-768x388.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></div>
		</figure>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล เครื่องมือนี้ทาง Google เปิดให้ใช้งานได้ฟรี เพียงแค่คุณเปิดใช้งาน Google Search Console และเชื่อมต่อกับ Google Analytics แต่ตอนนี้ ใครก็ตามที่ใช้ GA4 ไปแล้ว ยังไม่สามารถใช้งานเครื่องมือนี้ได้ ซึ่งคงอยู่ในขั้นตอนพัฒนา ในอนาคตน่าจะใช้งานได้ครบเหมือนกันทุกคนครับ</p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/google-search-console-insights/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คู่มือ รวมวิธีติด Tracking Code บนเว็บไซต์ ที่ทำได้ง่ายๆ</title>
		<link>https://insawasd.com/install-tracking-code/</link>
					<comments>https://insawasd.com/install-tracking-code/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 May 2021 15:48:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Google Analytics]]></category>
		<category><![CDATA[Marketing Tools]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Website Development]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook Pixel]]></category>
		<category><![CDATA[Google Search Console]]></category>
		<category><![CDATA[Google Tag Manager]]></category>
		<category><![CDATA[HubSpot]]></category>
		<category><![CDATA[Tracking Code]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2915</guid>

					<description><![CDATA[ถ้าเราต้องการสร้างเว็บไซต์การตลาดสักหนึ่งเว็บเนี้ย สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือการติดตั้ง Tracking Code ต่าง ๆ เพราะเจ้าตัว Trackingทั้งหลายจะช่วยให้คุณสามารถเก็บข้อมูล เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปช่วยพัฒนาเว็บไซต์หรือธุรกิจต่อได้ วันนี้ ผมได้ทำคู่มือรวบรวมวิธีในการติดTracking Codeบนเว็บไซต์ที่นิยมใช้เป็นประจำมาฝากกันครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>ถ้าเราต้องการสร้างเว็บไซต์การตลาดสักหนึ่งเว็บเนี้ย สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือการติดตั้ง Tracking Code ต่าง ๆ เพราะเจ้าตัว Tracking ทั้งหลายจะช่วยให้คุณสามารถเก็บข้อมูล เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปช่วยพัฒนาเว็บไซต์หรือธุรกิจต่อได้ วันนี้ ผมได้ทำคู่มือรวบรวมวิธีในการติดTracking Codeบนเว็บไซต์ที่นิยมใช้เป็นประจำมาฝากกันครับ</p>
<h2>1. Google Tag Manager (GTM)</h2>
<p>Google Tag Manager เครื่องมือที่หลาย ๆ คนรู้จักกัน จะช่วยคุณจัดการกับแท็กต่าง ๆ บนเว็บไซต์ คุณสามารถใส่แท็กได้ไว้ในที่นี่ที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น Google Analytics Tracking ID หรือ Facebook Pixel ซึ่งปกติเมื่อคุณนำ Script หรือ Code มาใส่ไว้ใน GTM แล้วนำเลข ID ของ GTM ไปติดไว้บนเว็บไซต์ คุณก็สามารถติดตามผลลัพธ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้</p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">วิธีการสมัคร</span></h3>
<ol>
<li>คุณต้องมีบัญชี G Suite หรือ Gmail เป็นของตัวเองก่อน</li>
<li>เข้าไปยังเว็บไซต์ <a href="https://marketingplatform.google.com/about/tag-manager/" target="_blank" rel="nofollow noopener">https://marketingplatform.google.com/about/tag-manager/</a> เพื่อลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี Gmail ของคุณเอง<br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2917 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager.png" alt="" width="1347" height="649" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager.png 1347w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-300x145.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-1024x493.png 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-768x370.png 768w" sizes="auto, (max-width: 1347px) 100vw, 1347px" /></li>
<li>หลังจากที่ลงชื่อเข้าใช้เรียบร้อยแล้ว เว็บจะเด้งมาที่หน้าแรกของการใช้งาน GTM ให้คุณคลิกที่ “Create Account” เพื่อทำการสร้าง Account ในครั้งแรก<br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2918 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account.png" alt="" width="1365" height="641" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account.png 1365w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account-300x141.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account-1024x481.png 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account-768x361.png 768w" sizes="auto, (max-width: 1365px) 100vw, 1365px" /></li>
<li>หลังจากคลิก “Create Account” เรียบร้อย จะเด้งมายังหน้าที่คุณกรอกรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้<br />
&#8211; ใส่ชื่อ Account Name หรือ ชื่อโปรเจกต์ของคุณเอง<br />
&#8211; เลือกประเทศที่ Account ของคุณอยู่<br />
&#8211; ใส่ URL เว็บไซต์<br />
&#8211; เลือกประเภทของ Platform<br />
&#8211; กด Create เพื่อทำการสร้างบัญชี<br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2920 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account-2.png" alt="" width="1366" height="1116" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account-2.png 1366w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account-2-300x245.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account-2-1024x837.png 1024w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-Create-Account-2-768x627.png 768w" sizes="auto, (max-width: 1366px) 100vw, 1366px" /></li>
<li>หลังจากนั้น จะมี Terms of Service Agreement เด้งขึ้นมาให้อ่าน ก็อ่านรายละเอียดแล้วติ๊กยอมรับแล้วกด “Yes” เพื่อเริ่มต้นใช้งานครับ และเมื่อสร้างเสร็จ คุณก็จะได้โค้ดเพื่อไปติดตั้งในเว็บไซต์ต่อไปครับ</li>
</ol>
<h3><span style="text-decoration: underline;">วิธีการติดตั้ง</span></h3>
<p>(สำหรับคนที่ใช้งาน WordPress ทำได้ง่าย ๆ เลยครับ)</p>
<ol>
<li>เมื่อคุณเปิดใช้งาน Account GTM เรียบร้อยแล้ว ได้โค้ดสำหรับติดตั้งมาเรียบร้อยแล้ว วิธีง่าย ๆ สำหรับคนที่ไม่ได้มาทางสายโค้ดดิ้ง มุ่งตรงไปที่หลังบ้าน WordPress ของคุณเลยครับ เราจะใช้การติดตั้ง GTM ผ่านปลั๊กอินครับ</li>
<li>ทำการติดตั้งปลั๊กอินเพิ่ม ในที่นี่ผมขอแนะนำปลั๊กอินตัวนี้ นั่นก็คือ Google Tag Manager for WordPress เพราะง่ายและสะดวก<br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2921 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-plugin.png" alt="" width="512" height="415" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-plugin.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-plugin-300x243.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li>หลังจากที่ติดตั้งและ Activate เรียบร้อยแล้ว เราจะต้องเอา ID จากหน้า GTM มาวางที่ Setting → Plug-in → Google Tag Manager for WordPress แบบในรูปเลยครับ หลังจากนั้น บันทึกมันเลย<br />
<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2922 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-id.png" alt="" width="512" height="330" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-id.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/google-tag-manager-id-300x193.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2923 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Tag-Manager-for-Wordpress.png" alt="" width="512" height="281" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Tag-Manager-for-Wordpress.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Tag-Manager-for-Wordpress-300x165.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
</ol>

		</div>
	</div>
<div class="vc_separator wpb_content_element vc_separator_align_center vc_sep_width_100 vc_sep_pos_align_center vc_separator_no_text vc_sep_color_black vc_custom_1621436058169 wpb_content_element  vc_custom_1621436058169 wpb_content_element" ><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_l"><span class="vc_sep_line"></span></span><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_r"><span class="vc_sep_line"></span></span>
</div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h2>2. Google Analytics (GA)</h2>
<p>เรามาต่อกันด้วย Google Analytics วิธีที่ผมจะมาแนะนำนั่นก็คือวิธีการเชื่อมต่อ Google Analytics ผ่านตัว Google Tag Manager มาดูวิธีทำกันเลยครับ</p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">วิธีการสมัคร</span></h3>
<ol>
<li>ก่อนอื่นเลยครับ ต้องมีบัญชี G Suite และ Gmail ก่อนครับ</li>
<li>เข้าไปยังเว็บไซต์ <a href="https://marketingplatform.google.com/about/analytics/" target="_blank" rel="nofollow noopener">https://marketingplatform.google.com/about/analytics/</a> แล้วทำการลงชื่อเข้าใช้ได้เลย</li>
<li>หลังจากนั้นให้ทำการสมัครใช้งาน Google Analytics ก่อน โดยการกดปุ่ม Sign up</li>
<li>ระบบจะเด้งมายังหน้าสำหรับการสมัคร ให้คุณทำการกรอกชื่อบัญชี โดยจะใช้ชื่อเว็บไซต์หรือชื่ออื่นก็ได้ เพราะใน 1 บัญชี สามารถดูแลได้หลายเว็บไซต์เลย<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2934 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-1.png" alt="" width="507" height="495" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-1.png 507w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-1-300x293.png 300w" sizes="auto, (max-width: 507px) 100vw, 507px" /></li>
<li>หลังจากนั้น ระบบจะให้คุณกรอกชื่อ Property ประเทศที่เว็บไซต์อยู่ รวมถึงสกุลเงินของประเทศนั้น และอย่างที่รู้กันว่า GA ได้ออกตัว GA4 มาเป็นเวอร์ชันใหม่ ดังนั้น คุณต้องกดตัวเลือกขั้นสูง เพื่อสร้าง Property Universal Analytics และ Google Analytics 4 พร้อมกันไปด้วยครับ<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2935 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-2.png" alt="" width="512" height="397" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-2.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-2-300x233.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2936 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-3.png" alt="" width="512" height="219" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-3.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-3-300x128.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li>ขั้นตอนต่อมา ทาง GA จะให้คุณเลือกหมวดหมู่อุตสาหกรรม ขนาดของธุรกิจ และจุดประสงค์ที่จะนำ GA ไปใช้ในธุรกิจ หลังจากนั้นก็สร้างมันขึ้นมาเลยครับ<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2933 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-6.png" alt="" width="512" height="330" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-6.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-6-300x193.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li>เมื่อกดสร้างปุ๊บ คุณจะต้องยอมรับ Policy ของเขา โดยต้องเลือกเป็นประเทศไทยก่อน แล้วจึงกดยอมรับเพื่อสร้างครับ<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2932 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-5.png" alt="" width="306" height="512" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-5.png 306w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-5-179x300.png 179w" sizes="auto, (max-width: 306px) 100vw, 306px" /></li>
<li>เมื่อสร้างเสร็จเราจะได้ Tracking ID ทั้งของ Universal Anlytics และ Google Analytics 4 มาเพื่อให้ไปติดที่ GTM ได้เลยครับ<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2933 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-6.png" alt="" width="512" height="330" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-6.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-register-6-300x193.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
</ol>
<h3><span style="text-decoration: underline;">วิธีการติดตั้ง</span></h3>
<p>(เป็นวิธีติดตั้ง Google Analytics ผ่านตัว Google Tag Manager ครับ)</p>
<ol>
<li>ขั้นตอนแรก ให้คุณกลับมาที่ Google Tag Manager ก่อนครับ จากนั้นทำการเพิ่มแท็ก แล้วกดกำหนดค่าแท็ก<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2938 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-1.png" alt="" width="512" height="341" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-1.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-1-300x200.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li>จากนั้นให้ทำการเลือกแท็ก โดยเราจะเลือกที่ Universal Analytics ก่อน แล้วค่อยเลือกการกำหนดค่า GA4 และ เหตุการณ์ GA4<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2939 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-2.png" alt="" width="512" height="342" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-2.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-2-300x200.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li>หลังจากนั้น ให้คุณ Track Type เป็น Page View จากนั้นเลือก New Variable เพื่อนำ Tracking ID มาใส่ หลังจากนั้นให้กดบันทึกครับ<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2940 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-3.png" alt="" width="636" height="248" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-3.png 636w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-3-300x117.png 300w" sizes="auto, (max-width: 636px) 100vw, 636px" /></li>
<li>ขั้นตอนต่อมา คือการเลือก Trigger ว่าต้องการจะให้แท็กที่หน้าไหนบ้างของเว็บไซต์คุณ ในที่นี้ ผมจะเลือกเป็น All Page เพื่อให้แท็กทุกหน้าของเว็บไซต์เลยครับ หลังจากนั้นให้คุณกดบันทึกทั้งหมดได้เลย<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2941 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-4.png" alt="" width="512" height="342" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-4.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-4-300x200.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li>เมื่อบันทึกเสร็จแล้วอย่านึกว่าเสร็จนะครับ เพราะคุณต้องกด Submit เพื่อให้ข้อมูลการแท็กทุกอย่างส่งไปด้วยครับ<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2937 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-5.png" alt="" width="512" height="344" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-5.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Analytics-setup-5-300x202.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
</ol>
<p>เพียงทำขั้นตอนเหล่านี้ คุณก็สามารถสร้างและเชื่อมต่อ Google Tag Manager และ Google Analytics ได้แล้วครับ ต่อไป ผมจะมาบอกขั้นตอนการติดแท็ก Google Search Console ไปกันต่อเลยครับ</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_separator wpb_content_element vc_separator_align_center vc_sep_width_100 vc_sep_pos_align_center vc_separator_no_text vc_sep_color_black vc_custom_1621436058169 wpb_content_element  vc_custom_1621436058169 wpb_content_element" ><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_l"><span class="vc_sep_line"></span></span><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_r"><span class="vc_sep_line"></span></span>
</div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h2>3. Google Search Console</h2>
<p>อย่างที่หลากคนรู้กันว่าครับ ว่า Google Search Console เนี้ย ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบดัชนีและประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้คุณ เพื่อให้เหมาะสมกับหน้า Search Engine งั้นเรามาดูวิธีสมัครกับติดตั้งกันดีกว่าครับ</p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">วิธีการสมัคร + ติดตั้ง</span></h3>
<ol>
<li>เข้าไปที่เว็บไซต์ <a href="https://search.google.com/search-console/about" target="_blank" rel="nofollow noopener">https://search.google.com/search-console/about</a> และกดเริ่มใช้งานได้เลย (อย่างที่บอกครับ ต้องมีบัญชี G Suite หรือ Gmail ก่อน ถ้าต้องใช้บริการของ Google ต้องมีทุกเครื่องมือเลยครับ สมัครครั้งเดียวใช้ได้ทุกเครื่องมือนะ)<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2943 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Search-Console-1.png" alt="" width="512" height="219" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Search-Console-1.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Search-Console-1-300x128.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /></li>
<li>ถัดมา คือการเพิ่ม Website Property<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2944 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Search-Console-2.png" alt="" width="512" height="383" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Search-Console-2.png 512w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Search-Console-2-300x224.png 300w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" />จะเห็นได้จากภาพด้านบนว่า จะมี 2 ฝั่งให้เลือก ระหว่าง Domain กับ ตัว URL prefix ซึ่งทั้ง 2 อย่างเป็นดังนี้
<p><strong>Domain</strong> &#8211; เป็นการเพิ่มเว็บไซต์โดยใช้ชื่อโดเมนของคุณเอง จะทำให้เราสามารถดู report ได้ทั้งหมด ไม่ว่า subdomain จะเป็นอะไร<br />
<strong>URL prefix</strong> &#8211; เป็นการเพิ่มเว็บไซต์โดยการเพิ่มทีละ URL ระบุแบบเจาะจงไปเลยว่าต้องการดู URL ไหนในโดนเมนของคุณ</p>
<p>หลังจากเลือกและกรอก URL เสร็จ ให้กดดำเนินการต่อได้เลย</li>
<li>เมื่อกดดำเนินการแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการ Verify URL เพื่อเป็นการยืนยันว่าคุณเป็นเจ้าของโดเมนนั้นจริง ๆ</li>
<li>เมื่อยืนยันเรียบร้อย คุณจะต้องดำเนินการติดตั้งต่อ ซึ่งการติดตั้งที่ผมแนะนำสำหรับท่านที่ไม่แม่นทางโค้ดดิ้งมาก คือการใช้ปลั๊กอินของตัว WordPress เลยครับ อย่างเช่น Yoast SEO เป็นต้น ซึ่งทำได้ง่าย ๆ ก็คือ<br />
&#8211; เลือก HTML Tag เพื่อคัดลอกไปวางที่ Google Verification Code ของปลั๊กอินที่คุณใช้บนเว็บไซต์<br />
&#8211; กด Save กลับไปที่หน้า Google แล้วกด Verify</li>
</ol>
<p>หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อย อาจจะต้องรอสัก 2-3 วัน เผื่อให้ตัว Google Search Console ซิงก์กับเว็บไซต์ของคุณ เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ มาโชว์ให้คุณดูครับ</p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">วิธีการส่ง Sitemaps</span></h3>
<ol>
<li>เข้าไปยังหน้า Google Search Console แล้วเลือก Sitemaps (แผนผังเว็บไซต์)<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2945 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Search-Console-sitemap.png" alt="" width="677" height="267" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Search-Console-sitemap.png 677w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/05/Google-Search-Console-sitemap-300x118.png 300w" sizes="auto, (max-width: 677px) 100vw, 677px" /></li>
<li>ถัดมาให้เอา URL ที่คุณต้องการส่ง Sitemaps มาวางที่ช่องเพิ่มแผนผังเว็บไซต์ใหม่ หลังจากนั้นให้กดเพิ่ม</li>
<li>Google จะใช้เวลาสักพักในการที่จะดึงข้อมูล Sitemaps ของคุณมาแสดงยังหน้านี้</li>
</ol>

		</div>
	</div>
<div class="vc_separator wpb_content_element vc_separator_align_center vc_sep_width_100 vc_sep_pos_align_center vc_separator_no_text vc_sep_color_black vc_custom_1621436058169 wpb_content_element  vc_custom_1621436058169 wpb_content_element" ><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_l"><span class="vc_sep_line"></span></span><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_r"><span class="vc_sep_line"></span></span>
</div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h2>Facebook Pixel</h2>
<p>Facebook Pixel เป็นโค้ดไม่กี่บรรทัดที่ให้คุณไปติดบนเว็บไซต์ แล้วหลังจากนั้น เวลาที่คุณมีแคมเปญหรือทำโฆษณาบน Facebook จะสามารถนำกลุ่มคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ มาทำ Remarketing ได้ (ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมาก ๆ สำหรับธุรกิจที่ต้องการทำโฆษณาผ่านช่องทางนี้) ทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มได้เป็นอย่างดี</p>
<h3><span style="text-decoration: underline;">วิธีการติดตั้ง</span></h3>
<p><strong>สร้าง Facebook Custom Audience</strong></p>
<ol>
<li>ก่อนอื่นเลย คุณต้องมี Facebook Page และ Ad Account ก่อน (ถ้ายังไม่มีไปสมัครกันก่อนได้นะครับ)</li>
<li>เมื่อมีทั้ง 2 อย่างแล้ว ให้คุณเข้าไปยัง https://business.facebook.com เพื่อทำการสร้าง Facebook Custom Audience โดยคลิกที่ Audience → Custom Audience → Website Traffic</li>
<li>คุณสามารถเลือกได้ว่า Audience ของคุณ ได้ทั้งหมด 4 แบบ ดังนี้<br />
&#8211; คนที่เข้ามายังเว็บไซต์<br />
&#8211; คนที่เข้ามายังเว็บไซต์ไปแค่บางหน้า<br />
&#8211; คนที่เข้ามายังเว็บไซต์ไปแค่บางหน้า และไม่ได้เข้าหน้าอื่น ๆ<br />
&#8211; คนที่ไม่ได้เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณช่วงระยะเวลาหนึ่ง<br />
หรือคุณจะสามารถเลือกได้ทั้ง 4 แบบเลย โดยเลือก Custom Combination ก็ได้</li>
<li>กำหนดอายุของ Audience ของคุณได้ อายุที่ว่าคือหมายถึงระยะเวลาที่เข้ามาเว็บไซต์ล่าสุด หลังจากนั้น ก็ Create Audience ได้เลย แต่เมื่อสร้างเสร็จยังใช้ไม่ได้นะ จนกว่าคุณจะนำ Facebook Pixel ไปติดบนเว็บไซต์</li>
</ol>
<p><strong>ติด Facebook Pixel บนเว็บไซต์</strong></p>
<ol>
<li>ผมขอเตือนไว้ก่อน ถ้าหากคุณไม่ถนัดหรือไม่ได้รู้ทางเทคนิคมากนัก สามารถเดินไปถามนักพัฒนาเว็บไซต์ของคุณได้ แต่ถ้าอยากลองเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับผม ตามมาครับ</li>
<li>เข้าไปที่หน้า https://business.facebook.com ครับ หลังจากนั้น กดที่ปุ่มซ้านด้านบน เลือก Event Managers</li>
<li>เลือก Data Source และ Create แล้วคุณจะได้โค้ด Facebook Pixel มา 1 ชุดครับ</li>
<li>เสร็จแล้ว ให้นำโค้ด Facebook Pixel ไปใส่ไว้ที่ส่วน Header บนหน้าเว็บไซต์ที่คุณต้องการ Tracking โดยใส่ระหว่าง &lt;head&gt;&#8230;&lt;/head&gt; (ผมถึงบอกว่าถ้าคุณไม่ถนัด น่าจะอยากนิดหน่อย)</li>
<li>อีกวิธีที่ง่ายสำหรับคุณ ๆ ที่ไม่ถนัดทางเทคนิค ไปโหลดปลั๊กอินของ WordPress มาใช้เลยครับ แต่ว่าจะเป็นปลั๊กอินที่เป็นตัวพรีเมี่ยมหน่อย นั่นก็คือ Tracking Code Manager จะช่วยให้การใส่โค้ด Facebook Pixel ของคุณง่ายขึ้น เพราะคุณสามารถใส่ผ่านปลั๊กอินได้เลย โดยไม่ต้องมาแก้โค้ดเว็บไซต์ให้ยุ่งยาก</li>
<li>เมื่อทำการติดตั้งแล้ว อาจจะต้องรอเวลาสักหน่อย ให้มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายจำนวนหนึ่ง แล้วคุณจะสามารถไปทำ Remarketing ได้ครับ</li>
</ol>

		</div>
	</div>
<div class="vc_separator wpb_content_element vc_separator_align_center vc_sep_width_100 vc_sep_pos_align_center vc_separator_no_text vc_sep_color_black vc_custom_1621436058169 wpb_content_element  vc_custom_1621436058169 wpb_content_element" ><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_l"><span class="vc_sep_line"></span></span><span class="vc_sep_holder vc_sep_holder_r"><span class="vc_sep_line"></span></span>
</div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h2>HubSpot</h2>
<p>และวิธีติด Tracking Code ตัวสุดท้ายที่ผมจะมาแนะนำก็คือ HubSpot หลายคนอาจจะรู้จักและอาจจะไม่รู้จัก แต่ผมเคยได้ใช้งาน HubSpot ดังนั้น ผมเลยแถมการติด Tracking Code ของซอฟต์แวร์ตัวนี้ให้ด้วยครับ มาลองดูกันว่าทำได้ยังไงบ้าง</p>
<ol>
<li>ก่อนอื่นเลยคุณต้องไปคัดลอก HubSpot Tracking Code เพื่อนำมาใช้งานก่อน โดยไปที่บัญชี HubSpot นั้น แล้วเลือกที่ Settings</li>
<li>หลังจากนั้น ไปที่ Tracking &amp; Analytics Settings คุณจะเจอกับ HubSpot Tracking Code ที่จะนำมาใช้งาน</li>
</ol>
<p>ซึ่งวิธีการติดตั้ง Tracking Code ต่อไปนี้ ผมจะสอนวิธีการติดตั้งบนเว็บไซต์ WordPress มาดูวิธีการกันเลยครับ</p>
<ol>
<li>ปกติแล้ว ใน WordPress ถ้าคุณใช้ปลั๊กอินจะง่ายสำหรับการติดตั้ง Tracking Code ต่าง ๆ เพราะปลั๊กอินจะเชื่อมต่อระหว่าง HubSpot กับ WordPress ให้คุณอัตโนมัติ ซึ่งปลั๊กอินที่ผมแนะนำนั้น ก็คือ HubSpot All-in-One Marketing-Forms, Pop-ups, Live Chat WordPress Plugin</li>
<li>แต่ถ้าหากคุณไม่อยากใช้ปลั๊กอิน มีอีกวิธีเหมือนกันครับ เมื่อคุณคัดลอกโค้ดบน HubSpot เรียบร้อยแล้ว ให้คุณเข้าที่หลังบ้าน WordPress และลงชื่อเข้าใช้งาน</li>
<li>ในเมนูด้านซ้าย ให้ไปที่ Appearance แล้วเลือก Editor</li>
<li>ในธีมด้านขวา ให้เลือกแก้ไข Footer ของคุณ โดยการวางโค้ดที่คัดลอกไว้ แล้วอัปเดตไฟล์หน้านั้น เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถติดตั้งได้เรียบร้อยแล้วครับ</li>
</ol>
<p>เห็นไหมครับ ว่าการติดตั้ง Tracking Code แต่ละตัวนั้นไม่ได้ยากเลย แม้คุณจะไม่มีความรู้ทางด้านเทคนิคหรือโค้ดดิ้งก็สามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเอง เพียงทำไปพร้อม ๆ กับวิธีของผม แต่ถ้าใครมีปัญหาตรงไหน หรือติดตรงไหน สามารถส่งมาสอบถามได้เลยนะครับ</p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/install-tracking-code/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Search Intent สิ่งจำเป็นสำหรับการทำ SEO ในปี 2021</title>
		<link>https://insawasd.com/search-intent/</link>
					<comments>https://insawasd.com/search-intent/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Apr 2021 17:11:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Search Intent]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2847</guid>

					<description><![CDATA[ปกติแล้ว เวลาเราจะทำ SEO อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากคือการรู้จุดประสงค์ในการค้นหาของผู้ใช้งาน หรือที่เราเรียกว่า Search Intent ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์และการทำงานของมัน วันนี้ ผมจะพามารู้จักกับ Search Intent กันครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>ปกติแล้ว เวลาเราจะทำ SEO อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากคือการรู้จุดประสงค์ในการค้นหาของผู้ใช้งาน หรือที่เราเรียกว่า Search Intent ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์และการทำงานของมัน วันนี้ ผมจะพามารู้จักกับ Search Intent กันครับ</p>
<h2>Search Intent คืออะไร?</h2>
<p>Search Intent คือ จุดประสงค์ในการค้นหาของผู้ใช้งาน ผู้ใช้งานเข้ามาค้นหาคำ ๆ นั้นใน Google เพื่อต้องการผลลัพธ์ในการค้นหาไม่ว่าจะเป็น การหาข้อมูลว่าเรื่องเหล่านั้นคืออะไร, สามารถสั่งซื้อสินค้าได้จากช่องทางไหน Google ก็แสดงผลลัพธ์ในการค้นหาได้หลายรูปแบบครับ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลที่เป็น Text, รูปภาพ, วิดีโอ รวมไปถึงแผนที่ของสถานที่นั้น ๆ</p>
<h2>ประเภทของ Search Intent มีกี่ประเภท</h2>
<p>ประเภทของ Search Intent นั้นมีด้วยกันทั้งหมด 4 รูปแบบ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>ค้นหาข้อมูล (Informational)<br />
</strong><br />
ผู้ใช้งานต้องการเข้ามาค้นหาข้อมูลที่พวกเขาต้องการบน Google โดยจะมีการถามด้วยกันหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ด้วยคำคำนั้นลงไป หรือพิมพ์เป็นประโยคคำถามเลย ซึ่ง Search Intent รูปแบบนี้ เป็นรูปแบบที่มีการใช้งานเยอะมากที่สุดบน Googleแต่การค้นหาของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน และเรื่องที่ต้องการจริง ๆ นั้น Google ก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้ใช้งานต้องการอะไร อย่างบางคนมาค้นหาด้วยคำว่า “สีทาบ้าน” สิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการอาจจะแค่อยากรู้ว่ามียี่ห้ออะไรบ้าง แต่ Google ก็แสดงผลลัพธ์ตามตัวอย่างภาพด้านล่างก็ได้<img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2850 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาข้อมูล-Informational.png" alt="ค้นหาข้อมูล (Informational)" width="847" height="613" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาข้อมูล-Informational.png 847w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาข้อมูล-Informational-300x217.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาข้อมูล-Informational-768x556.png 768w" sizes="auto, (max-width: 847px) 100vw, 847px" /><br />
Google พยายามอยากให้ผู้ใช้งานได้รับผลลัพธ์ที่ชัดเจนและตรงกับจุดประสงค์ของตัวเองมากที่สุด ในอนาคตอาจมีการพัฒนามาให้รองรับในจุดนี้มากขึ้นได้</li>
<li><strong><strong><strong>ค้นหาเว็บไซต์ (Navigation)<br />
</strong></strong></strong><br />
ผู้ใช้งานบางรายต้องการเข้าไปยังเว็บไซต์ที่พวกเขารู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่อาจจะจำ URL ไม่ได้ จำชื่อเว็บไซต์ไม่ได้ หรืออาจจำได้แค่บางตัวอักษรเท่านั้น พวกเขาจึงต้องมาค้นหาใน Google ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อแบรนด์ที่จดจำได้ เช่น Facebook, Twitter เป็นต้น หรือไปรษณีย์ไทย ที่คนต้องการเข้าไปเช็กเลขพัสดุ ก็ใช้การค้นหาใน Google เพื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทยได้เลย<img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2853 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation.png" alt="" width="849" height="603" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation.png 849w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation-300x213.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation-768x545.png 768w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเว็บไซต์-Navigation-575x408.png 575w" sizes="auto, (max-width: 849px) 100vw, 849px" /></li>
<li><strong><strong><strong>ค้นหาเพื่อตัดสินใจ (Commercial Investigation)<br />
</strong></strong></strong><br />
ผู้ใช้งานที่ต้องการจะซื้อสินค้า แต่ก่อนจะซื้อ ต้องการดูรีวิวก่อน เพื่อประกอบการตัดสินใจ การค้นหาในรูปแบบนี้จะเกี่ยวกับการดูรีวิว เปรียบเทียบสินค้า ยกตัวอย่างการดูรีวิวร้านอาหาร, ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยว<img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2852 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อตัดสินใจ-Commercial-Investigation.png" alt="" width="859" height="577" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อตัดสินใจ-Commercial-Investigation.png 859w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อตัดสินใจ-Commercial-Investigation-300x202.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อตัดสินใจ-Commercial-Investigation-768x516.png 768w" sizes="auto, (max-width: 859px) 100vw, 859px" /></li>
<li><strong><strong>ค้นหาเพื่อซื้อ (Transactional)<br />
</strong></strong><br />
ผู้ใช้งานค้นหาเพื่อซื้อ เมื่อมาถึงพาร์ทนี้ แสดงว่าผู้ใช้งานค้นหาเพื่อตัดสินใจซื้อหรือตัดสินใจใช้บริการในทันที ไม่ได้ต้องการแค่จะดูรีวิวเพียงเท่านั้น เช่น การซื้อโทรศัพท์มือถือ, การจองโรงแรม เป็นต้น<img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2851 size-full" src="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อซื้อ-Transactional.png" alt="" width="853" height="635" srcset="https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อซื้อ-Transactional.png 853w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อซื้อ-Transactional-300x223.png 300w, https://insawasd.com/wp-content/uploads/2021/03/ค้นหาเพื่อซื้อ-Transactional-768x572.png 768w" sizes="auto, (max-width: 853px) 100vw, 853px" /></li>
</ol>
<h2></h2>
<h2>ทำคอนเทนต์ให้ตรงกับ Search Intent ได้อย่างไร</h2>
<ol>
<li><strong>วิเคราะห์ Search Intent ก่อน</strong><br />
ก่อนอื่นเลยต้องวิเคราะห์ก่อนว่า ผู้ใช้งานที่จะค้นหาบนหน้า Google แล้วมาเจอคุณนั้นค้นหา หรือ กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะเข้าไปนั้นด้วย Search Intent ประเภทใด เพราะแต่ละคนนั้นใช้คำและมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน</li>
<li><strong>ตรวจเช็ก SERPs ก่อนทำคอนเทนต์ทุกครั้ง</strong><br />
ก่อนทำ Search Intent คุณต้องทำความรู้จักกับผลลัพธ์ของคอนเทนต์ที่จะปรากฏบน SERPs ก่อนทุกครั้ง ดังนี้- ต้องดูว่าลักษณะของคอนเทนต์ที่ปรากฏเมื่อค้นหาคำนั้น ออกมาในรูปแบบใด ยกตัวอย่างเช่น บล็อกหรือวิดีโอ เป็นต้น<br />
&#8211; ประเภทของคอนเทนต์ที่แสดงนั้น เป็นบล็อกหรือเว็บไซต์ E-commerce</li>
<li><strong>เลือกประเภทของคอนเทนต์</strong><br />
ควรเลือกประเภทของคอนเทนต์ที่จะแสดงให้อย่างชัดเจน ดังนี้<br />
<strong>ค้นหาข้อมูล</strong> &#8211; คอนเทนต์ประเภทบล็อก<br />
<strong>ค้นหาเพื่อตัดสินใจ</strong> &#8211; คอนเทนต์ประเภทบล็อก, หน้าเว็บไซต์ปกติ<br />
<strong>ค้นหาเพื่อซื้อ</strong> &#8211; คอนเทนต์หน้าผลิตภัณฑ์, หมวดหมู่สินค้า, Landing Page</li>
<li><strong>หา Keyword ที่ผู้ใช้งานจะค้นหา</strong><br />
ลักษณะของ Keyword ที่ผู้ใช้งานใช้ค้นหาช่วยแยกจุดประสงค์ในการค้นหาได้ อย่างเช่น วิธีการ แสดงว่าผู้ใช้ต้องการค้นหาข้อมูล หรือ ซื้อโทรศัพท์ แสดงว่าผู้ใช้ต้องการค้นหาเพื่อซื้อ เป็นต้น</li>
</ol>
<p>ในท้ายที่สุดแล้ว การทำ Search Intent สำหรับผมแล้ว ยังเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการทำ SEO นะครับ เพราะถ้าหากคุณรู้จุดประสงค์ของผู้ใช้งานที่กำลังค้นหา และคอนเทนต์ของคุณนั้นตอบโจทย์การค้นหาของเขาจริง ๆ ผู้ใช้งานอาจจะคลิกเข้ามาอ่านคอนเทนต์ของคุณมากขึ้น อันดับ SEO ของคุณก็อาจจะดีขึ้นด้วยครับ</p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/search-intent/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Ahrefs สุดยอดเครื่องมือทำ SEO พร้อมวิเคราะห์คู่แข่งไปในตัว</title>
		<link>https://insawasd.com/ahrefs-the-best-seo-tool/</link>
					<comments>https://insawasd.com/ahrefs-the-best-seo-tool/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2021 18:01:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Marketing Tools]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Ahrefs]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2791</guid>

					<description><![CDATA[ถ้าให้พูดถึงเรื่องของ SEO นั้น มีเรื่องให้พูดเยอะแยะมากมายไปหมดครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องที่หลาย ๆ ท่านสนใจ คงไม่พ้นเรื่องของเครื่องมือในการทำ SEO ว่าจะใช้เครื่องมือไหนที่จะเข้ามาช่วยให้เว็บไซต์ของคุณนั้นติดอันดับแรกในหน้าของ Google ซึ่งเครื่องมือสำหรับการทำ SEO ก็มีเยอะเช่นกันครับ แต่ในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงเครื่องมือนึง ที่เรียกได้ว่ามีความนิยมและมีประสิทธิภาพอย่างมาก นั่นก็คือ Ahrefs นั่นเองครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>ถ้าให้พูดถึงเรื่องของ SEO นั้น มีเรื่องให้พูดเยอะแยะมากมายไปหมดครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องที่หลาย ๆ ท่านสนใจ คงไม่พ้นเรื่องของเครื่องมือในการทำ SEO ว่าจะใช้เครื่องมือไหนที่จะเข้ามาช่วยให้เว็บไซต์ของคุณนั้นติดอันดับแรกในหน้าของ Google ซึ่งเครื่องมือสำหรับการทำ SEO ก็มีเยอะเช่นกันครับ แต่ในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงเครื่องมือนึง ที่เรียกได้ว่ามีความนิยมและมีประสิทธิภาพอย่างมาก นั่นก็คือ Ahrefs นั่นเองครับ</p>
<h2>Ahrefs คืออะไร?</h2>
<p>Ahrefs เป็นเครื่องมือสำหรับการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก มีฟีเจอร์มากมายที่ออกมารองรับการทำงานของผู้ที่ทำงานด้าน SEO โดยเฉพาะ เรียกได้ว่าครอบคลุมการทำงานได้เป็นอย่างดี ของคู่แข่งได้อีกด้วย ลองมาดูกันดีกว่าครับ ว่าเจ้าเครื่องมือนี้ มีอะไรให้ผู้ใช้งานเล่นบ้าง?</p>
<h3>หาไอเดียใหม่ในการทำคอนเทนต์</h3>
<p>ถ้าคุณคิดไม่ออก อยากหาไอเดียในการเขียนหรืออยากรู้ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่มีคนแชร์มากที่สุด เนื้อหาใดที่จะดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาเว็บไซต์ เครื่องมือนี้จะช่วยหาไอเดียที่ช่วยให้คอนเทนต์ของผู้ใช้งานมีคุณภาพและมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม แถมผู้ใช้งานยังสามารถค้นหาคีย์เวิร์ดที่ช่วยให้คอนเทนต์ของผู้ใช้งานติดอันดับในหน้าแรกของ Google ได้อย่างง่ายดาย</p>
<p>เครื่องมือนี้มีฟีเจอร์ที่ช่วยหาไอเดียคอนเทนต์ของผู้ใช้งานอยู่หลายตัว ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>Keyword Generator</strong><br />
หาไอเดียเกี่ยวกับตัวคีย์เวิร์ดที่ต้องการนำมาใช้งาน ด้วยการนำคีย์เวิร์ดมาค้นหาในเครื่องมือ เพื่อหาคำใกล้เคียง สามารถเลือกประเทศที่ต้องการค้นหาได้ด้วย</li>
<li><strong>Keyword Explorer</strong><br />
ทำ Keyword Research สามารถดูได้ว่ามีคนค้นหาคำ ๆ นั้นจำนวนเท่าไหร่และคลิกคำนั้นเท่าไหร่ ความยากง่ายของคำ</li>
</ul>
<h3>ติดตามอันดับของ Keyword ที่ใช้</h3>
<p>เมื่อมีไอเดียและเลือกคีย์เวิร์ดมาใช้แล้ว สามารถติดตามการไต่อันดับของคีย์เวิร์ดตัวนั้น แถมยังดูคีย์เวิร์ดนั้นเทียบกับคู่แข่งของผู้ใช้งานได้ด้วย เพื่อเป็นแนวทางในการปรับรูปแบบเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ให้สามารถขึ้นมาในอันดับสูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งฟีเจอร์ที่ใช้นั่นก็คือ <strong>Rank Tracker</strong></p>
<h3>เช็ก Backlink ได้ง่ายดาย</h3>
<p>การเช็ก Backlink มีให้ใช้ได้ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน โดยในแบบฟรี ผู้ใช้งานสามารถเช็ก Backlink ของเว็บไซต์ตัวเอง เพียงใส่ลิงก์ในช่องบนฟีเจอร์ <strong>Backlink Checker</strong> สามารถเช็กได้เฉพาะหน้านั้นหรือเช็กทั้งเว็บก็ได้ แต่ถ้าในแบบเสียเงินก็จะไปรวมอยู่ในฟีเจอร์ <strong>Site Explorer</strong> สามารถดูได้ว่ามี Backlink เท่าไหร่ มาจากที่ไหนบ้างและยังสามารถตามไปทำ Backlink ที่คู่แข่งทำไว้ได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p>จริง ๆ จุดเด่นของเครื่องมือ Ahrefs ที่แนะนำอยากให้ใช้กัน เพราะเครื่องมือนี้สามารถวิเคราะห์เว็บไซต์คู่แข่งที่มีการทำ SEO ได้เกือบทั้งหมดที่พวกเขาทำ ยกตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>คู่แข่งมีการเน้นคีย์เวิร์ดไหนเป็นตัวหลัก</li>
<li>ทำ Backlink ผ่านคีย์เวิร์ดตัวไหน</li>
<li>แฝง Backlink ไว้ที่เว็บไซต์ใด</li>
</ul>
<p>แม้ว่า Ahrefs จะไม่ได้เก็บข้อมูลทั้งหมด เพราะบางเว็บไซต์อาจป้องกันไม่ให้เข้าถึงข้อมูลในส่วนนั้นได้ แต่เมื่อคุณวิเคราะห์ในสิ่งที่คู่แข่งทำก็จะรู้ว่าพวกเขามีการทำ SEO อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในหน้าเว็บไซต์ที่ติดอันดับในหน้าแรก แค่นี้คุณก็ได้ข้อมูลที่มากเพียงพอที่จะสามารถนำมาเป็นแนวทางในการทำ SEO ของเว็บไซต์คุณเองต่อไป</p>
<p>เครื่องมือ Ahrefs เปิดให้ใช้งาน โดยคิดค่าบริการรายเดือน เริ่มต้นที่ $99 หรือประมาณเดือนละ 3 พันกว่าบาท แต่ก็มีให้ทดลองใช้ 7 วันในราคา $7 ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้บริการได้ตามความเหมาะสม และเครื่องมือนี้มีเพียงภาษาอังกฤษเท่านั้น ยังไม่มีภาษาไทย แต่การใช้งานก็ไม่ยาก ต่อให้ไม่เก่งภาษาอังกฤษก็สามารถใช้ได้</p>
<p>ข้อมูลอ้างอิง <a href="https://ahrefs.com/" target="_blank" rel="noopener">https://ahrefs.com/</a></p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/ahrefs-the-best-seo-tool/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Mailchimp vs HubSpot เครื่องมือไหน ใช่สำหรับคุณ</title>
		<link>https://insawasd.com/mailchimp-vs-hubspot/</link>
					<comments>https://insawasd.com/mailchimp-vs-hubspot/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2021 17:34:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Marketing Automation]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[HubSpot]]></category>
		<category><![CDATA[Mailchimp]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2788</guid>

					<description><![CDATA[เทคโนโลยีช่วยให้ทุกคนสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างได้มากกว่าที่เคยทำมา Marketing Automation Tools ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือพื้นฐานที่ไม่ว่าใครก็ต้องใช้งานเป็น ซึ่งในปัจจุบัน มีเครื่องมือที่ช่วยให้ทำ Marketing Automation ได้มีประสิทธิภาพมากมาย โดยปกติแล้วเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณจัดการกับงานต่าง ๆ ได้ในที่เดียว ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>เทคโนโลยีช่วยให้ทุกคนสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างได้มากกว่าที่เคยทำมา Marketing Automation Tools ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือพื้นฐานที่ไม่ว่าใครก็ต้องใช้งานเป็น ซึ่งในปัจจุบัน มีเครื่องมือที่ช่วยให้ทำ Marketing Automation ได้มีประสิทธิภาพมากมาย โดยปกติแล้วเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณจัดการกับงานต่าง ๆ ได้ในที่เดียว</p>
<p>วันนี้ผมจะมาพูดถึงเครื่องมือที่ช่วยให้การทำ Email Automation ของคุณนั้นสะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่หลาย ๆ คนก็รู้จัก นั่นก็คือ Mailchimp และ HubSpot แต่ถ้าคุณเพิ่มเริ่มต้นทำ Email Automation ละ ควรจะใช้เครื่องมือไหนดี? มาเรียนรู้ไปพร้อมกันครับ</p>
<h2>Mailchimp</h2>
<p>Mailchimp เป็นแพลตฟอร์ม Marketing Automation และ Email Marketing ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จาก Mailchimp เพื่อเชื่อมต่อและขยายการทำงานไปยังผู้ชมทั่วไปได้ เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในตลาดและได้รับความนิยมทั่วโลก โดยล่าสุดได้อันดับที่ 8 จาก G2’2020 Global list of Best Software Companies โดยก่อนที่จะเริ่มใช้งาน คุณจำเป็นต้องมีการทำ CRM หรือ Segmentation ด้วยระบบของตัวคุณเองก่อน ต้องมีฐานข้อมูลเป็นของตัวเองก่อนถึงจะเริ่มใช้งานได้ และสุดท้ายคุณสามารถดู Report ของอีเมลในแต่ละแคมเปญนั้น ๆ ได้อีกด้วยครับ</p>
<p>คุณสามารถเริ่มต้นใช้งานในรูปแบบฟรีได้ก่อนเป็นอันดับแรกและหากต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม สามารถซื้อแพ็กเกจเพิ่มเติมเพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การทดสอบ A/B, กำหนดเวลาในการส่ง เป็นต้น</p>
<h2>HubSpot</h2>
<p>ตัดภาพมาที่ HubSpot แพลตฟอร์มที่เชี่ยวชาญทางด้านการทำ Inbound Marketing โดยเฉพาะ สามารถให้บริการลูกค้าในด้าน Marketing Hub ได้คล้ายกับ Mailchimp แต่ HubSpot สามารถเก็บข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลติดต่อของผู้ใช้งานลงระบบ สามารถแบ่งกลุ่มลูกค้า และกระบวนการอื่น ๆ ได้แบบอัตโนมัติ เรียกได้ว่าสามารถทำ Marketing Automation ได้ครบ จบในแพลตฟอร์มเดียวและได้อันดับที่ 4 จาก G2’2020 Global list of Best Software Companies HubSpot เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถทำเงินให้กับธุรกิจได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่มักเลือกใช้ HubSpot มากกว่า Mailchimp</p>
<p>ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วทั้ง 2 เครื่องมือนั้น ผมมองว่าถ้าคุณเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่มเริ่มต้นทำ Email Automation และอยากได้เครื่องมือที่ใช้งานง่าย เริ่มต้นใช้ได้ฟรีและหากต้องมีการชำระเงิน ก็ราคาไม่สูงงมากนัก ไม่มีการทำงานที่ซับซ้อนมากนัก Mailchimp เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจของคุณ</p>
<p>แต่ถ้าคุณเป็นธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ มีข้อมูลและฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก ต้องการเครื่องมือที่ทำงานทางด้าน Marketing Automation และ Email Automation ได้อย่างครบครัน HubSpot เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานของคุณในส่วนนั้นออกมามีประสิทธิภาพ ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานได้ตามแพ็กเกจที่เลือก พร้อมทั้งสามารถเลือกเทมเพลตของอีเมลได้อย่างหลากหลายและนำข้อมูลหลังจากส่งอีเมลมาใช้ทำการตลาดได้ต่ออีกด้วย</p>
<p>เพียงเท่านี้ คุณก็ได้เรียนรู้แล้วใช่ไหมครับว่า แต่ละเครื่องมือนั้นทำงานอย่างไร แตกต่างกันแค่ไหน และธุรกิจของคุณเหมาะกับเครื่องมือไหน ในบทความหน้า ผมจะมาเปรียบเทียบการทำงานของเครื่องมือตัวไหนอีก รอติดตามกันได้ครับ</p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/mailchimp-vs-hubspot/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สร้าง Call to Action อย่างไร? ให้ดึงดูดผู้ชมมากที่สุด</title>
		<link>https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/</link>
					<comments>https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Wongsathorn Insawasd]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2021 04:16:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Call to Action]]></category>
		<category><![CDATA[CTA]]></category>
		<category><![CDATA[Landing Page]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/?p=2783</guid>

					<description><![CDATA[ปกติแล้ว เวลาที่ธุรกิจสร้างแคมเปญการตลาด นอกจากการโปรโมทแคมเปญนั้น ๆ สิ่งที่ธุรกิจต้องการคืออยากให้ผู้ที่พบเห็นหรือผู้ที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้า กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อแคมเปญหรือธุรกิจของตัวเอง Call to Action เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่จะช่วยตอบสนองความต้องการทั้งในฝั่งของลูกค้าเองและฝั่งของตัวธุรกิจเอง วันนี้ ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับเครื่องมือตัวนี้ว่ามันคืออะไร ใช้งานอย่างไร และมีประโยชน์ต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มาดูกันครับ…]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="container"><div class="row"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-8"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element" >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p>ปกติแล้ว เวลาที่ธุรกิจสร้างแคมเปญการตลาด นอกจากการโปรโมทแคมเปญนั้น ๆ สิ่งที่ธุรกิจต้องการคืออยากให้ผู้ที่พบเห็นหรือผู้ที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้า กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อแคมเปญหรือธุรกิจของตัวเอง Call to Action เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่จะช่วยตอบสนองความต้องการทั้งในฝั่งของลูกค้าเองและฝั่งของตัวธุรกิจเอง วันนี้ ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับเครื่องมือตัวนี้ว่ามันคืออะไร ใช้งานอย่างไร และมีประโยชน์ต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มาดูกันครับ…</p>
<p><strong>Call to Action คืออะไร</strong></p>
<p>Call to Action คือการกระตุ้นให้ตัดสินใจหรือให้ผู้ที่พบเห็นตอบสนองกับอะไรบางอย่าง โดยปกติจะถูกนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนจากผู้ชมทั่วไปให้กลายมาเป็นลูกค้า ปุ่มเหล่านั้นจะมีจุดประสงค์ต่างกันไปตามแคมเปญการตลาด ยกตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>ซื้อสินค้าหรือบริการ</li>
<li>ดาวน์โหลด E-Book</li>
<li>ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร</li>
<li>แชร์บทความลงโซเชียล</li>
</ul>
<p>ซึ่งปกติเวลาที่ทำแคมเปญเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้คำที่เชิญชวนและน่าสนใจ ปุ่มจะต้องดูโดดเด่น จนผู้ใช้งานอยากคลิก โดยทั่วไปแล้ว Call to Action จะปรากฏอยู่ตามที่ต่าง ๆ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>ปุ่มบนหน้าเว็บไซต์</strong><br />
เป็นตำแหน่งที่ผู้ชมเว็บไซต์จะเห็นได้บ่อยที่สุด โดยปกตินักออกแบบเว็บไซต์ มักออกแบบและวางปุ่มไว้ในตำแหน่งที่ผู้เข้าชมเข้ามาแล้วจะพบเห็นได้ทันที</li>
<li><strong>ปุ่มแคมเปญหรือป๊อบอัพเว็บไซต์</strong><br />
เมื่อคุณรันแคมเปญหรือสร้างป๊อบอัพบนหน้าเว็บไซต์ ต้องสั้นและกระชับ สามารถโน้มน้าวใจผู้ชมได้ทันทีที่เห็น ดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้ชมรับรู้ได้ทันทีว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากการคลิก</li>
<li><strong>Anchor ใน Blog</strong><br />
ปกติในบล็อกหรือบทความมักมีการแฝงลิงก์เข้าไปใน Text หรือประโยคใดประโยคหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นการเชิญชวนให้ไปอ่านบทความอื่น ๆ ต่อ หรือเป็นบทความที่เกี่ยวกับบริการของธุรกิจ และเขียนลงท้ายให้ผู้อ่านคลิกเข้าไปเพื่อใช้บริการก็ได้เหมือนกัน</li>
<li><strong>ปุ่มในอีเมล</strong><br />
รู้ไหม ? ว่าคุณสามารถใส่ Call to Action เข้าไปยัง Email Marketing ได้ เพื่อเชิญชวนให้ผู้ที่ได้รับอีเมลเหล่านั้น สามารถออกแบบให้สวยงามเหมือนหน้าเว็บไซต์ได้เช่นกัน</li>
<li><strong>แคปชันโพสต์บน Social Media</strong><br />
หากโซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของธุรกิจคุณ คุณจะรู้ได้ทันทีว่าคำกระตุ้นต่าง ๆ นั้นส่งผลต่อโพสต์บนโซเชียลมีเดียนั้นมากแค่ไหน พยายามเขียนให้ผู้ชมรู้ทันทีว่าพวกเขาควรทำอะไรต่อไป</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ประโยชน์ของ Call to Action</strong></p>
<p>สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงรับรู้ได้หมดแล้วว่าปุ่ม Call to Action นั้นสำคัญแค่ไหน ไม่เพียงแต่เป็นปุ่มที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ชม แต่สามารถเปลี่ยนผู้ชมที่ผ่านไปผ่านมาบนหน้าเว็บไซต์ ให้กลายมาเป็นลูกค้าของคุณได้ทันทีด้วยปุ่มเดียว เรียกได้ว่ามีประโยชน์และมีความสำคัญต่อธุรกิจที่กำลังทำแคมเปญการตลาดหรือธุรกิจที่ต้องการทำ CRM ลูกค้าได้ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว</p>
<h2>สร้าง Call to Action อย่างไรให้น่าสนใจ</h2>
<ol>
<li><strong>ใช้คำที่บอกชัดว่าต้องทำอะไร</strong><br />
การกระตุ้นที่ดี คือการใช้คำที่บอกว่าเขาต้องทำอะไรอย่างชัดเจน เช่น เข้าร่วม Webinar วันนี้ เป็นต้น เพื่อให้เกิดการคลิกในทันที อย่างที่หลายคนบอก พลังของการใช้คำนั้นมีค่ามาก ๆ หากใช้คำที่ดี จะยิ่งกระตุ้นให้อยากคลิกมากกว่าเดิมแน่นอน</li>
<li><strong>โฟกัสที่ Value</strong><br />
ปุ่ม Call to Action บางปุ่มนั้นมุ่งไปที่ส่งที่นำเสนอหรือส่งที่ผู้ชมจะได้ ด้วยการเพิ่มคำว่า “ฟรี” หรือ “ส่วนพิเศษ” ซึ่งจะดึงดูดการคลิกได้ดี แถมยังเพิ่ม Conversion ให้คุณด้วย</li>
<li><strong>เพิ่มความอยากรู้หรือความคาดหวัง</strong><br />
ส่วนใหญ่แล้ว การเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นหรือความคาดหวังให้กับผู้ชม ก่อนที่จะคลิก มักจะได้ผลดี โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการให้ผู้ชมร่วมเล่นเกม เสนอโปรโมชันให้กับผู้ชม เพื่อให้ความอยากรู้และกระทำสิ่งที่คุณต้องการ</li>
<li><strong>ออกแบบ CTA ให้โดดเด่น</strong><br />
การออกแบบปุ่ม CTA ให้ดูโดดเด่นทำได้ไม่ยาก นอกจากการทำให้ใหญ่และเห็นเด่นชัด การเล่นสีก็สำคัญเช่นกัน ปกติหน้าเว็บไซต์ที่มีปุ่มนี้อยู่ ในส่วนนั้นมักจะออกแบบให้พื้นหลังมีสีขาว และเล่นสีกับปุ่ม เพื่อให้ดูโดดเด่นขึ้นมาจากหน้าเว็บไซต์</li>
<li><strong>อย่าลืมทดสอบปุ่ม CTA</strong><br />
บางครั้งการออกแบบและใช้คำดึงดูดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากคุณต้องการที่จะดูด้วยว่า ปุ่มนั้นทำงานแล้วได้ผลลัพธ์อย่างไร ลองทำทดสอบ A/B ของแต่ละปุ่ม ว่าปุ่มไหนทำงานออกมาได้ดีกว่ากัน หลังจากนั้นค่อยเลือกมาใช้เป็นปุ่มหลักที่คุณต้องการ</li>
</ol>
<p>เพียงเท่านี้ คุณก็ได้รู้จักกับ Call to Action รวมถึงเทคนิคในการสร้างให้ดึงดูดผู้ชมกันแล้วใช่ไหมครับ? หวังว่าจะนำไปปรับใช้กับเว็บไซต์ของคุณได้ ในบทความหน้า ผมจะนำสาระน่ารู้หรือเรื่องที่น่าสนใจใด ๆ มาฝากอย่าลืมติดตามกันนะครับ</p>

		</div>
	</div>
</div></div></div><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-2"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"></div></div></div></div></div></div>
</div>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://insawasd.com/how-to-create-call-to-action/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
